ภูเก็ตในวันนี้ อาจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องทะเลสวยหรือจำนวนนักท่องเที่ยวอีกต่อไปแต่กำลังแข่งขันกันในฐานะ “เมืองปลายทางของคนมีฐานะจากทั่วโลก”ที่มองหาทั้งบ้านหลังที่สอง การลงทุน และคุณภาพชีวิตในระยะยาว
และนี่คือเหตุผลที่ ASW และ TITLE กำลังขยายบทบาทจาก “ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์”ไปสู่การสร้าง Ecosystem การอยู่อาศัยและการท่องเที่ยวแบบครบวงจร
จากเมืองท่องเที่ยวสู่เมืองการใช้ชีวิต
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมา ภูเก็ตมีพัฒนาการที่น่าสนใจจากเดิมที่รายได้หลักมาจากนักท่องเที่ยวระยะสั้นกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นจุดหมายของกลุ่ม High-Net-Worth Individuals (HNWIs) และชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักระยะยาวปัจจัยสนับสนุนมีตั้งแต่
- โรงเรียนนานาชาติชั้นนำที่มีนักเรียนกว่า 6,000-7,500 คน
- ท่าเรือและท่าเรือน้ำลึกอ่าวขาม ซึ่งรองรับเรือยอช์ตและเรือสำราญขนาดใหญ่
- โครงการทางพิเศษกะทู้-ป่าตอง หรืออุโมงค์ป่าตอง ที่เตรียมเปิดใช้ในปี 2573
- สนามบินนานาชาติภูเก็ต เฟส 2 ที่จะเพิ่มขีดความสามารถจาก 12.5 ล้านคน เป็น 18 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2574
โครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้กำลังทำหน้าที่เหมือน “เครื่องยนต์ตัวใหม่”ที่ช่วยยกระดับภูเก็ตจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองแห่งการใช้ชีวิตระดับโลก
นี่คือเหตุผลที่ ASW และ TITLE เร่งปักหมุดในภูเก็ต
หลัง ASW เข้าร่วมลงทุนใน TITLE เมื่อปี 2566 ทั้งสองบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาโครงการ Leisure Residence ไปแล้วถึง 16 โครงการคิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 47,447 ล้านบาทและในปีนี้ ยังมีแผนเปิดตัวเพิ่มอีก 6 โครงการ มูลค่ารวม 10,100 ล้านบาท
สิ่งที่น่าสนใจคือกลยุทธ์ของทั้งคู่ไม่ได้หยุดอยู่แค่การขายที่อยู่อาศัยแต่กำลังขยายไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่ทำให้ลูกค้า “ใช้ชีวิตอยู่ในแบรนด์” ได้ตลอดทั้งวันตั้งแต่
- คอมมูนิตี้มอลล์ Mingle
- ร้านอาหารและบีชคลับ
- โรงแรมลักชัวรีภายใต้เครือ IHG Hotels & Resorts
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สู่ธุรกิจ Hospitality และ Lifestyle อย่างเต็มตัวเพราะในโลกปัจจุบันลูกค้าไม่ได้ซื้อเพียงห้องพักหรือคอนโดมิเนียมแต่กำลังซื้อ “ประสบการณ์การใช้ชีวิต” ทั้งระบบ
ปี 2569 จุดเปลี่ยนสำคัญส่งมอบ4 โครงการ
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญ คือ ปี 2569 จะเป็นปีที่ ASW เตรียมส่งมอบโครงการสร้างเสร็จใหม่รวมมูลค่า 26,760 ล้านบาทโดยเฉพาะ 4 โครงการในภูเก็ตที่มีมูลค่ารวมถึง 11,700 ล้านบาทซึ่งถือเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัทในทำเลภูเก็ตประกอบด้วย
- THE TITLE Serenity Naiyang มูลค่า 4,000 ล้านบาท
- THE TITLE Heritage Bang-Tao มูลค่า 6,000 ล้านบาท
- THE TITLE Villa Estella Naiyang มูลค่า 500 ล้านบาท
- THE TITLE Cielo Rawai มูลค่า 1,200 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าภูเก็ตไม่ได้เป็นเพียงตลาดรองของบริษัทอีกต่อไปแต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์หลักของการเติบโตในอนาคตสิ่งที่นักลงทุนควรจับตา คือ Backlog กว่า 21,669 ล้านบาทนอกจากโครงการที่กำลังจะสร้างเสร็จ
ASW และ TITLE ยังมี Backlog ในภูเก็ต ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 สูงถึง 21,669 ล้านบาทคิดเป็น 57% ของ Backlog รวมทั้งบริษัทที่มีอยู่ 38,010 ล้านบาทและจะทยอยรับรู้รายได้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2571
ความน่าสนใจของตัวเลขนี้คือBacklog เปรียบเสมือนรายได้ที่ล็อกไว้ล่วงหน้ายิ่งมีสัดส่วนสูงมากเท่าไรก็ยิ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้า และความสามารถในการสร้างรายได้ในอนาคตโดยเฉพาะเมื่อฐานลูกค้าหลักของภูเก็ตมาจากชาวต่างชาติและกลุ่มกำลังซื้อสูงจากหลายประเทศทั่วโลก
จากคอนโด สู่ Lifestyle Platform
ฝั่ง TITLE เองก็เริ่มเห็นภาพชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆไม่ว่าจะเป็น
- THE TITLE Vivana Kamala มูลค่า 2,000 ล้านบาท
- The Olive คอนโด Pet-Friendly มูลค่า 1,400 ล้านบาท
- Mingle Crystal Lake
- Mingle Naiyang
- Mingle Vibe
- The Salute Beach Club
- Hotel Indigo Phuket Nai Yang Beach
โครงการทั้งหมดไม่ได้ถูกพัฒนาแยกส่วนแต่ถูกออกแบบให้เชื่อมโยงกันเป็น Ecosystem เดียวเพื่อทำให้แบรนด์ THE TITLE กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันของลูกค้าตั้งแต่ที่อยู่อาศัย การพักผ่อน การรับประทานอาหาร ไปจนถึงการท่องเที่ยว
หากมองผิวเผินการขยายพอร์ตของ ASW และ TITLE อาจดูเหมือนการเพิ่มธุรกิจใหม่แต่หากมองลึกลงไปนี่คือการวางหมากระยะยาวบนสมมติฐานเดียวกันนั่นคือ “ภูเก็ตกำลังเติบโตจากเมืองท่องเที่ยว สู่เมืองระดับโลกสำหรับการใช้ชีวิต”และเมื่อการแข่งขันในตลาดอสังหาฯ ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนยูนิตที่ขายได้ผู้เล่นที่สร้าง Ecosystem ได้ครบกว่าอาจเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการเติบโตของภูเก็ตในรอบต่อไป


