ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว หนี้ครัวเรือนสูง และกำลังซื้อที่ฟื้นตัวไม่เต็มที่ ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลังมองหาวิธีรักษาการเติบโตท่ามกลางตลาดที่แข่งขันรุนแรงแต่สำหรับ “คุณาลัย” หรือ KUN กลับเลือกเดินอีกเส้นทางจากบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แนวราบ กำลังขยับตัวสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่ใหญ่กว่าเรื่องบ้าน ด้วยการนำเมกะเทรนด์ระดับโลกอย่าง "Longevity" หรือการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ มาเป็นแกนกลางของการเติบโตระยะยาวนี่จึงไม่ใช่แค่การเปิดโครงการใหม่ แต่เป็นการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Strategic Transformation ที่ต้องการพาธุรกิจจากการเติบโตเชิงปริมาณ สู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ หรือ Quality Growth
จาก Developer สู่ผู้ออกแบบคุณภาพชีวิต
หากมองลึกลงไป สิ่งที่ KUN กำลังทำคือการเปลี่ยนบทบาทของตัวเองจากเดิมที่สร้างและขายบ้าน สู่การสร้าง “ระบบนิเวศการอยู่อาศัย” ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตระยะยาว "คุณา เทวอักษร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิลล่า คุณาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ KUN เผยว่าภายใต้แนวคิด "Longevity Living Ecosystem" บริษัทมองว่าบ้านในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันแค่ขนาดพื้นที่หรือทำเลอีกต่อไป แต่จะต้องตอบโจทย์การมีสุขภาพที่ดีและการใช้ชีวิตได้ยาวนานขึ้นเพราะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ความต้องการด้านการอยู่อาศัยจึงเริ่มเปลี่ยนจาก "ที่พักอาศัย" ไปสู่ "พื้นที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิต"
นี่คือเหตุผลที่ KUN กำลังต่อยอดธุรกิจสู่กลุ่มสุขภาพ ผู้สูงอายุ และการอยู่อาศัยแบบ Longevity Living เพื่อสร้าง New S-Curve ใหม่ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า
เมกะเทรนด์ที่ใหญ่กว่ากระแสรักสุขภาพ
สิ่งที่น่าสนใจคือ KUN ไม่ได้มอง Longevity เป็นเพียงเทรนด์ดูแลสุขภาพชั่วคราวแต่เป็นเมกะเทรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างประชากรและพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปทั่วโลกหัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การมีอายุยืน แต่คือการยืด "Healthspan" หรือช่วงเวลาที่มนุษย์มีสุขภาพแข็งแรงและใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพให้นานที่สุด
แนวคิดดังกล่าวกำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมดาวรุ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสุขภาพ การแพทย์เชิงป้องกัน Wellness หรือ Senior Living ซึ่ง KUN กำลังพยายามนำแนวคิดนี้มาผสานเข้ากับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุในย่านพระราม 2 และตั้งเป้าสร้างรายได้จากธุรกิจดังกล่าวภายในปี 2572
Quality Growth เติบโตช้าลง แต่แข็งแรงขึ้น
ท่ามกลางตลาดอสังหาฯ ที่หลายบริษัทเร่งเปิดโครงการเพื่อรักษายอดขาย KUN กลับเลือกเน้น "คุณภาพ" มากกว่า "ปริมาณ"แนวคิดนี้สะท้อนผ่านการบริหารธุรกิจในหลายมิติ ตั้งแต่การเลือกทำเลที่ตอบโจทย์ Real Demand
การพัฒนาโครงการที่รองรับการอยู่อาศัยจริง ไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อและต้นทุนอย่างรอบคอบบริษัทยังจัดตั้งทีมให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ เพื่อช่วยลูกค้าเตรียมความพร้อมก่อนยื่นกู้ ท่ามกลางภาวะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อยังอยู่ในระดับสูงขณะเดียวกันยังบริหารกระแสเงินสดอย่างเข้มงวด เพื่อรับมือกับความผันผวนของต้นทุนวัสดุก่อสร้างและปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
อนาคตบ้านต้องตอบโจทย์สุขภาพและความยั่งยืน
อีกหนึ่งทิศทางที่ KUN ให้ความสำคัญ คือการพัฒนาโครงการภายใต้แนวคิด Energy Saving Homeตั้งแต่การออกแบบทิศทางลม การรับแสงธรรมชาติ การเลือกใช้วัสดุป้องกันความร้อน ไปจนถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดของเสียจากการก่อสร้างทั้งหมดสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทกำลังมองบ้านในฐานะส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม มากกว่าจะเป็นเพียงสินทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย
แม้ปี 2569 จะเป็นอีกปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แต่ KUN ยังคงเป้ายอดขายไว้ที่ 1,200 ล้านบาท และรายได้ 600 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าจับตามองอาจไม่ใช่ตัวเลขในปีนี้แต่คือการวางรากฐานธุรกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นเพราะหาก Longevity Living กลายเป็นหนึ่งในความต้องการสำคัญของผู้บริโภคในอนาคต KUN อาจไม่ได้แข่งขันอยู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแต่กำลังก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่ใหญ่กว่า นั่นคือการสร้างคุณภาพชีวิตระยะยาวให้กับผู้คนและนั่นอาจเป็นความหมายที่แท้จริงของการเติบโตแบบ Quality Growth ที่บริษัทกำลังพยายามสร้างในวันนี้


