วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน 2569

Login
Login

ภูเก็ตเดือด ซัพพลายพุ่งสวนดีมานด์‘บางเทา-ลายัน’ราคาทะยานเทียบชั้นกรุงเทพฯ

ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ เผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอตัว สต็อกคงค้างสะสม และการเข้มงวดสินเชื่อ ทำให้ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จำนวนมากเบนเข็มลงทุนสู่ “ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนทั่วโลก! ซึ่งการหลั่งไหลของทุนก้อนใหญ่กำลังทำให้ตลาดแห่งนี้เข้าสู่สมรภูมิเดือด เมื่อ “ซัพพลาย” โตเร็วกว่าดีมานด์ และราคาที่อยู่อาศัยบางทำเลขยับขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับย่านไพร์มแอเรียของกรุงเทพฯ

ณัฎฐา คหาปนะ หุ้นส่วนและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่จากส่วนกลางต่างเร่งกระจายความเสี่ยงออกจากตลาดกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญภาวะฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ปลายทางของเม็ดเงินจำนวนมากคือ “ภูเก็ต” 

เหตุผลสำคัญไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว แต่เป็นเพราะภูเก็ตกำลังเปลี่ยนสถานะจากเมืองท่องเที่ยวสู่ “เมืองพักอาศัยระดับโลก” ที่มีทั้งกลุ่ม Long-stay Digital Nomad นักลงทุนต่างชาติ และผู้ซื้อบ้านหลังที่สองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง กระแสดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม วิลล่า และ Branded Residence ระดับลักชัวรีจำนวนมาก เมื่อผู้เล่นรายใหญ่จำนวนมากดาหน้าเข้ามาพร้อมกัน ตลาดจึงเริ่มเข้าสู่ภาวะแข่งขันรุนแรง
 

จากเกาะท่องเที่ยวสู่สนามลงทุนระดับโลก

หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน หลายคนมอง “ภูเก็ต” เป็นเพียงเมืองท่องเที่ยวใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยโรงแรม ร้านอาหาร และนักเดินทางจากทั่วโลก แต่วันนี้ ภูเก็ต กำลังเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก “เมืองท่องเที่ยว” ไปสู่ “เมืองลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ” อย่างเต็มตัว

การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเติบโตของกลุ่ม Long-stay Residents ผู้พำนักระยะยาว รวมถึงกระแส Digital Nomad ที่เลือกใช้ชีวิตและทำงานจากที่ใดก็ได้ กำลังเปลี่ยนโครงสร้างความต้องการอสังหาฯ บนเกาะแห่งนี้ ผลลัพธ์ คือ คอนโดระดับพรีเมียม วิลล่าหรู และ Branded Residence เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและผู้ซื้อชาวต่างชาติ

แต่อีกด้านหนึ่ง การหลั่งไหลเข้ามาของผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่จากกรุงเทพฯ และต่างประเทศ กำลังทำให้ตลาดภูเก็ตเข้าสู่ช่วงแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

อุปทานยังเพิ่ม แต่เริ่มส่งสัญญาณชะลอ

ข้อมูลปี 2568 ภูเก็ตมีอุปทานคอนโดสะสมรวม 42,061 หน่วย แม้จะยังมีการเปิดตัวโครงการใหม่ต่อเนื่อง แต่จำนวนยูนิตเปิดขายใหม่อยู่ที่ 5,073 หน่วย ลดลงถึง 51.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า 

“ผู้ประกอบการเริ่มระมัดระวังมากขึ้น หลังจากหลายปีที่ตลาดเร่งเปิดโครงการเพื่อตอบรับดีมานด์ต่างชาติที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว”

 หากพิจารณาตามทำเล จะพบว่าพื้นที่ “บางเทา” ยังครองตำแหน่งทำเลยอดนิยมอันดับหนึ่ง โดยมีสัดส่วนอุปทานเปิดใหม่ถึง 30.8% ของตลาดทั้งหมด รองลงมา กะรน 21.1% และราไวย์ 15.6% สะท้อนชัดว่า ความต้องการยังคงกระจุกตัวอยู่บริเวณชายฝั่งตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์ทั้งนักลงทุน ผู้พักอาศัยระยะยาว และตลาดลักชัวรี

 วิลล่าหรูโตแต่เริ่มขยายออกนอกทำเลเดิม

ในตลาด “วิลล่า” ภูเก็ตมีอุปทานสะสมรวม 7,789 หน่วย มีวิลล่าเปิดใหม่ในปี 2568 อยู่ที่ 774 หน่วย ลดลง 48.2% จากปีก่อนหน้า สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่จำนวนโครงการที่ลดลง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของทำเล “ศรีสุนทร” กลายเป็นพื้นที่ที่มีสัดส่วนอุปทานใหม่สูงสุด 18.1% ตามมาด้วยถลาง 17.8% และบางโจ 16.3% 

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าผู้พัฒนาโครงการกำลังขยับออกจากพื้นที่ชายหาดดั้งเดิม ไปสู่ทำเลรอบนอกที่ต้นทุนที่ดินเหมาะสมกว่า ขณะที่พื้นที่อย่างเชิงทะเล ลายัน หรือในหาน แม้เป็นทำเลที่ได้รับความนิยมสูง แต่ข้อจำกัดด้านที่ดินและราคาที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ทำให้การพัฒนาโครงการใหม่ทำได้ยากขึ้น

ดีมานด์ชะลอ แต่ยังแข็งแรงในทำเลทอง

แม้อุปทานใหม่จะลดลง แต่ฝั่งความต้องการซื้อยังคงอยู่ในระดับสูง ปี 2568 คอนโดมิเนียมมียอดขายใหม่ 4,455 หน่วย ลดลง 24.8% จากปีก่อน อาจดูเหมือนตลาดเริ่ม“ชะลอตัว” แต่หากมองลึกลงไปจะพบว่า ความต้องการซื้อยังคงกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพสูง

“บางเทา” ครองสัดส่วนยอดขายมากสุด 32.7% ตามมาด้วย กะรน 17.9% และ กมลา 9.4% ทั้ง 3 พื้นที่ล้วนเป็นทำเลที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก สามารถดึงดูดทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย และนักลงทุนปล่อยเช่า 

ส่วนตลาดวิลล่ากลับแสดงภาพที่ต่างออกไป ยอดขายวิลล่าปี 2568 อยู่ที่ 631 หน่วย เพิ่มขึ้น 12.9% เชิงทะเลเป็นทำเลขายดีสุด 19.9% ของยอดขายทั้งหมด ตามด้วย ป่าคลอก 13.9% และบางโจ 13.4% สะท้อนว่าตลาดวิลล่าระดับบนยังได้รับแรงหนุนจากกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูงที่มองหาทรัพย์สินเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนระยะยาว

บางเทา กลายเป็นทำเลทองของภูเก็ต

หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุด คือ ระดับราคาคอนโด ปัจจุบันราคาขายเฉลี่ยในภูเก็ต 125,000-160,000 บาทต่อตารางเมตร แต่บางทำเล ทะลุ 180,000 บาทต่อตารางเมตรไปแล้ว โดยบางเทามีราคาสูงสุดเฉลี่ย 283,975 บาทต่อตารางเมตร ตามมาด้วยลายัน 197,000 บาทต่อตารางเมตร และกมลา 182,375 บาทต่อตารางเมตร 

ราคาดังกล่าว สะท้อนถึงความหายากของที่ดินริมทะเล ซึ่งกลายเป็นทรัพยากรที่มีจำกัดมากขึ้นทุกปี เมื่อที่ดินหายากขึ้น ราคาขายโครงการใหม่จึงถูกผลักดันให้สูงขึ้นตามไปด้วย

ภูเก็ตเดือด ซัพพลายพุ่งสวนดีมานด์‘บางเทา-ลายัน’ราคาทะยานเทียบชั้นกรุงเทพฯ

ตลาดอัลตร้าลักชัวรีกำลังสร้างสถิติใหม่

ขณะนี้ยังพบว่า “ลายัน” เป็นพื้นที่ที่มีราคาวิลล่าสูงสุดในภูเก็ต เฉลี่ย 285 ล้านบาทต่อยูนิต รองลงมาคือ บางเทา 255.8 ล้านบาทต่อยูนิต และกมลา 234.3 ล้านบาทต่อยูนิต ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ภูเก็ตไม่ได้แข่งขันกับตลาดอสังหาฯ ในประเทศไทยเท่านั้น แต่กำลังแข่งขันกับเมืองตากอากาศระดับโลกอย่างบาหลี ดูไบ หรือเกาะสมุยในตลาดนักลงทุนต่างชาติ

“เบื้องหลังการเติบโต คือการเข้ามาของโครงการ Branded Residence และลักชัวรี พูลวิลล่า ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์โรงแรมระดับโลก กลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้ซื้อกำลังซื้อสูงให้ความสำคัญมากขึ้น”

แม้แนวโน้มตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตยังเป็นบวก แต่ปี 2569 อาจไม่ใช่ปีที่ง่ายสำหรับทุกโครงการ เหตุผลสำคัญคือ การแข่งขันในตลาด Off-plan หรือการขายล่วงหน้าที่รุนแรงขึ้นตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโครงการจำนวนมากเข้าสู่ตลาด ผู้ประกอบการเริ่มแข่งขันด้านราคา โปรโมชั่น และเงื่อนไขการชำระเงิน โดยเฉพาะโครงการในทำเลรอง หรือไม่มีจุดขายที่ชัดเจน อาจต้องเผชิญกับระยะเวลาขายที่ยาวนานขึ้น ด้านผู้ซื้อมีแนวโน้มเลือกโครงการที่มีแบรนด์แข็งแรง บริหารจัดการดี และสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าได้จริง

 “สนามบินใหม่”เปลี่ยนแลนด์สเคป

อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตา คือ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้รวมถึงแนวคิด ”สนามบินแห่งใหม่” ในจังหวัดพังงา หากเกิดขึ้นจริง จะช่วยเปิดพื้นที่ลงทุนใหม่ทางตอนเหนือของภูเก็ตและพังงา ไม่ว่าจะเป็นไม้ขาว ในยาง ท้ายเหมือง และนาใต้ พื้นที่เหล่านี้อาจกลายเป็นคลื่นลูกใหม่ของการพัฒนาอสังหาฯ ใน 5-10ปี ข้างหน้า เช่นเดียวกับ ”บางเทา” ที่เปลี่ยนจากพื้นที่รอง กลายเป็นทำเลดาวเด่น

สิ่งที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง คือ ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตยังคงขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อจากต่างชาติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย จีน ยุโรป อินเดีย และตะวันออกกลาง ที่ไม่ได้มองภูเก็ตเป็นเพียงจุดหมายท่องเที่ยว แต่มองเป็นสถานที่อยู่อาศัยระยะยาว สินทรัพย์ลงทุน และแหล่งสร้างรายได้จากการปล่อยเช่า ยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบเมืองท่องเที่ยวอื่นของไทยแม้จะยังมีความผันผวนตามฤดูกาลท่องเที่ยวก็ตาม

ณัฎฐา มองว่า ตลาดอสังหาฯ ภูเก็ต กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญผู้พัฒนาโครงการเริ่มขยายไปยังพื้นที่ใหม่เพื่อบริหารต้นทุน ขณะที่ “ผู้ซื้อ” ยังคงให้คุณค่ากับทำเลชายฝั่งและพื้นที่ที่มีระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวแข็งแกร่ง สิ่งที่เกิดขึ้น ”ไม่ใช่” การลดลงของความต้องการซื้อแต่เป็นผลจากข้อจำกัดด้านที่ดินในทำเลหลัก โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกของเกาะในระยะยาว พื้นที่ใหม่อาจมีบทบาทมากขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

แต่สำหรับบางเทา ลายัน เชิงทะเล และกมลา ซึ่งมีที่ดินจำกัดและเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลกทำเลเหล่านี้ยังคงเป็นสินทรัพย์หายาก มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว และทำให้ตลาดอสังหาฯ “ภูเก็ต” น่าจับตาที่สุดของประเทศไทย