นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการสื่อสาร บริษัท คอลลิเออร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยบนเกาะสมุยในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนบทบาทของเกาะสมุยในฐานะหนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนและการพักอาศัยระดับนานาชาติที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
ปัจจุบันมีโครงการที่อยู่อาศัยอยู่ระหว่างการขายรวม 113 โครงการ จำนวน 2,422 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 53,200 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียม บ้านพักตากอากาศ และบ้านจัดสรร สะท้อนโครงสร้างตลาดที่ยังอยู่ในช่วงเติบโตต่อเนื่อง (Sustained Growth Phase) ท่ามกลางความต้องการจากต่างชาติที่ยังคงแข็งแกร่ง
วิลล่าหรูยังครองแชมป์ เม็ดเงินสะพัดเกือบ 3 หมื่นล้าน
ตลาดบ้านพักตากอากาศยังคงเป็นพระเอกของเกาะสมุย โดยมีโครงการอยู่ระหว่างการขาย 65 โครงการ รวม 749 ยูนิต มูลค่ากว่า 29,850 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดทั้งหมด
ทำเลยอดนิยมยังคงอยู่ในพื้นที่ชายหาดสำคัญอย่าง แม่น้ำ เฉวง บ่อผุด และละไม ซึ่งมีจุดแข็งด้านวิวทะเล ความเป็นส่วนตัว และศักยภาพในการสร้างรายได้จากการปล่อยเช่าระยะสั้นให้กับนักท่องเที่ยว
การเติบโตของตลาดวิลล่าสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองสมุยเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่กำลังมองเป็นสินทรัพย์ระยะยาวที่สามารถสร้างผลตอบแทนควบคู่กับการใช้ชีวิตได้จริง
คอนโดสมุยราคาพุ่งทะลุ 2 แสนบาทต่อตร.ม.
อีกหนึ่งภาพสะท้อนสำคัญของตลาดคือการปรับตัวขึ้นของราคาคอนโดมิเนียมบนเกาะสมุยปัจจุบันมีโครงการคอนโดมิเนียมอยู่ระหว่างการขาย 9 โครงการ รวม 1,214 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 6,028 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในทำเลศักยภาพสูงอย่างเฉวง-บ่อผุด และละไม ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์ของเกาะ
แม้ราคาขายเฉลี่ยจะอยู่ในระดับ 60,000-80,000 บาทต่อตารางเมตร แต่ตลาดเริ่มเห็นการขยับขึ้นของโครงการระดับลักชัวรีที่มีราคาสูงกว่า 200,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนกำลังซื้อของลูกค้าระดับบนและการแข่งขันด้านคุณภาพโครงการที่เข้มข้นมากขึ้น
บ้านจัดสรรโตตามเทรนด์ ‘ย้ายมาอยู่จริง’
นอกจากตลาดรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศแล้ว บ้านจัดสรรบนเกาะสมุยก็ได้รับอานิสงส์จากกระแสการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติที่ต้องการอยู่อาศัยระยะยาว
ปัจจุบันมีโครงการบ้านจัดสรร 39 โครงการ รวม 459 ยูนิต มูลค่ากว่า 17,322 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวในพื้นที่ตอนเหนือของเกาะ ซึ่งมีความสงบและเหมาะกับการอยู่อาศัยมากกว่าการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดสมุยกำลังขยายจากการเป็นเมืองตากอากาศ ไปสู่การเป็นชุมชนอยู่อาศัยนานาชาติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ต่างชาติครองตลาด 90% ยุโรปนำทัพลงทุน
แรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดยังคงมาจากกำลังซื้อจากต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 85-90% ของความต้องการทั้งหมดกลุ่มนักลงทุนหลักประกอบด้วยผู้ซื้อจากยุโรป รัสเซีย ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย จีน และอิสราเอล โดยเฉพาะนักลงทุนยุโรปที่คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของดีมานด์ทั้งหมด
ผู้ซื้อกลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ทั้งการพักอาศัยระยะยาว การเกษียณอายุ การซื้อเพื่อปล่อยเช่า รวมถึงการถือครองเป็นสินทรัพย์เพื่อรักษามูลค่าในระยะยาว
ขณะที่กำลังซื้อชาวไทยยังมีสัดส่วนเพียง 10-15% ของตลาด ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการท้องถิ่นและนักธุรกิจที่มีความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของเกาะในระยะยาว
อุปทานใหม่ทะลัก
ข้อมูลจากคอลลิเออร์สยังพบว่า ตลาดบ้านพักตากอากาศบนเกาะสมุยเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาปี 2567 มีการเปิดขายโครงการใหม่ประมาณ 298 ยูนิต ก่อนเพิ่มเป็น 318 ยูนิตในปี 2568 หรือขยายตัวมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับระดับปกติในช่วงก่อนหน้า สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้พัฒนาโครงการต่อศักยภาพของตลาด
หลายโครงการยังอยู่ระหว่างการเตรียมเปิดเฟสใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มองหาทรัพย์สินคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางระดับโลก
Destination Investment Market
สิ่งที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์สมุยแตกต่างจากตลาดรีสอร์ตอื่นในประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่คือความพร้อมของระบบนิเวศการอยู่อาศัยทั้งชายหาดระดับโลก สนามบินนานาชาติ สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โรงเรียนนานาชาติ โรงพยาบาลเอกชน รวมถึงชุมชนชาวต่างชาติที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ล้วนเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับสมุยจาก “เมืองท่องเที่ยว” สู่ “เมืองลงทุน”
เมื่อผสานกับกระแสการทำงานจากระยะไกล การย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติ และความต้องการบ้านพักตากอากาศระดับลักชัวรีที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้เกาะสมุยกำลังก้าวสู่การเป็น Destination Investment Market อย่างเต็มรูปแบบ
หากทิศทางดังกล่าวยังเดินหน้าต่อไป เกาะสมุยอาจไม่ได้เป็นเพียงหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของไทยอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์รีสอร์ตนานาชาติที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอนาคต

