“บ้าน” คือเป้าหมายชีวิตของคนไทยจำนวนมากมีงานประจำ เก็บเงินดาวน์ กู้ธนาคาร แล้วผ่อนยาว 30 ปี แต่วันนี้ สมการนั้นเริ่มใช้ไม่ได้ เพราะในโลกความจริง “รายได้” ของคนไทย โตไม่ทัน “ราคาบ้าน” และเมื่อบ้านใหม่แพงขึ้นเร็วกว่าค่าแรง คนจำนวนมากกำลังถูกระบบผลักออกจากตลาด
ผลลัพธ์คือ คนไทยเริ่มหันไป “เช่า” มากขึ้น ขณะที่นักลงทุนและบริษัทอสังหาริมทรัพย์ กำลังปรับเกมใหม่จากเดิมเคยเน้น “ขายขาด” สู่โมเดล “ถือทรัพย์กินค่าเช่า” มากขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดอสังหาฯ ไทยที่กำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเงียบ ๆ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่า ตลาดอสังหาฯ ปี 2569 อยู่ในภาวะ “ไม่ฟื้นตัว” และกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้านพร้อมกัน หนึ่งในปัญหาใหญ่สุด คือรายได้ประชาชนโตไม่ทันราคาที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะหลังโควิด-19 กำลังซื้อของคนระดับกลางถึงล่างอ่อนแรงลงชัดเจน
กลุ่มที่เห็นภาพชัดที่สุด คือ คนมีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือนที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ลดลงจาก 10% เหลือเพียง 7% พูดง่ายๆ ต่อให้ยังอยากซื้อบ้านแต่ธนาคาร “ไม่กล้าปล่อยกู้” ยิ่งในกลุ่มฟรีแลนซ์ คนไม่มีรายได้ประจำ หรือ คนที่มีภาระหนี้สูงยิ่งผ่านสินเชื่อได้ยากกว่าเดิม และเมื่อ “กู้ไม่ผ่าน” ตลาดบ้านใหม่จึงเริ่มชะลอตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
คนเริ่มหนีซื้อ “บ้านมือสอง”
เมื่อบ้านใหม่แพงเกินเอื้อม คนไทยจำนวนมากเลือกหันไปหา “บ้านมือสอง” ข้อมูลสะท้อนชัดว่าสัดส่วนสินเชื่อบ้านมือสอง เพิ่มขึ้นจาก 31% เป็น 41% เหตุผลไม่ซับซ้อนเพราะบ้านมือสองมักได้ทำเลดีกว่า พื้นที่ใหญ่กว่า และราคาถูกกว่าบ้านใหม่ในทำเลใกล้กัน อีกมุมหนึ่ง ตัวเลขนี้สะท้อนว่าตลาดอสังหาฯ ไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะที่ “บ้านใหม่” ไม่ใช่ตัวเลือกแรกของคนส่วนใหญ่ แม้ราคาจะเริ่มลด คนก็ยังซื้อไม่ไหว
สิ่งน่าสนใจคือแม้ตลาดจะชะลอ แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังมีสต็อกเหลืออยู่มหาศาล เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีหน่วยเหลือขายสะสมกว่า 221,805 หน่วย! ขณะเดียวกัน ราคาที่อยู่อาศัยหลายประเภทเริ่มลดลง อาทิ คอนโด ลดลง 3.6% ทาวน์เฮ้าส์ ลดลง 0.8% มีเพียงบ้านเดี่ยว ที่ยังเพิ่มขึ้น 1.2%
แต่คำถามสำคัญคือทำไมราคาลดแล้ว คนยังซื้อไม่ได้? คำตอบคือ ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ “ราคาบ้าน” แต่อยู่ที่ “ความสามารถในการกู้” ของคนไทยกำลังลดลงต่อให้คอนโด ลดราคาแต่ถ้าธนาคารยังเข้มงวด คนก็ยังซื้อไม่ได้อยู่ดี วันนี้หลายบริษัทอสังหาฯ เจอ “รีเจ็กต์เรต” หรืออัตราถูกปฏิเสธสินเชื่อสูง 30-40%
ผู้พัฒนาอสังหาฯ เริ่มเปลี่ยนเกม
เมื่อบ้านขายยากขึ้น อสังหาฯ เริ่มปรับตัวครั้งใหญ่ ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากเดิมเคยเน้นบ้านระดับล่างราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท วันนี้บริษัทเริ่มลดสัดส่วน ตลาดกลุ่มนี้ลงเพราะกำลังซื้อหายไปมาก และความเสี่ยงถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่น่าสนใจ คือ พฤกษาเริ่มขยับตัวจากธุรกิจ “ขายบ้าน” ไปสู่ธุรกิจ “รายได้ประจำ”ทั้งโรงพยาบาล ธุรกิจรับสร้างบ้านรวมถึง “อพาร์ตเมนต์ให้เช่า” นี่คือสัญญาณสำคัญว่าแม้แต่ผู้ประกอบการเองก็เริ่มมองเห็นว่า “ตลาดเช่า” กำลังโตขึ้น
จากขายบ้านสู่อพาร์ตเมนต์ให้เช่า
หนึ่งในโมเดลใหม่ที่มาแรง คือการพัฒนา “อพาร์ตเมนต์ให้เช่า” พฤกษาเปิดแบรนด์ “iPlern” โดยใช้แลนด์แบงก์เดิมพัฒนาเป็นอาคารเช่าแทนการขาย ปัจจุบันมี 3 อาคารย่านลำลูกกา-คลองสอง มีอัตราเช่าเต็ม 100%
สิ่งที่น่าสนใจ เดิมทีบริษัทอสังหาฯ ไทย นิยมโมเดล “ขายแล้วจบ” ได้เงินก้อนเร็ว หมุนทุนไว แต่วันนี้หลายบริษัทเริ่มยอมถือสินทรัพย์ระยะยาวเพื่อกินกระแสเงินสดจากค่าเช่าแทน เพราะวันที่คนซื้อไม่ไหว “ตลาดเช่า” กำลังเป็นธุรกิจที่มั่นคงกว่าเดิม
คอนโด ยังขายได้ ถ้าอยู่ใกล้รถไฟฟ้า
อภิสิทธิ์ สุนทรชูเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น เวอร์ติเคิล คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า แม้ภาพรวมตลาดจะชะลอ แต่คอนโด บางประเภทกลับยังไปต่อได้ดี โดยเฉพาะโครงการใกล้รถไฟฟ้า หรือแหล่งงานสำคัญ คนยังต้องการที่อยู่อาศัยเพียงแต่เลือก “ทำเล” มากขึ้นกว่าเดิมยิ่งราคาน้ำมันสูง การอยู่ใกล้รถไฟฟ้ากลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ
ทั้งสำหรับคนอยู่เองและนักลงทุนปล่อยเช่า ล่าสุดบริษัทเปิดโครงการใหม่ย่านบางขุนนนท์ ซึ่งอยู่ใกล้รถไฟฟ้า 3 สาย จุดน่าสนใจคือ แม้ตลาดจะชะลอแต่โครงการกลับมียอดขายแล้วถึง 90%และในจำนวนผู้ซื้อทั้งหมดประมาณ 30% คือ “นักลงทุน” สะท้อนว่า ในวันที่คนจำนวนหนึ่งซื้อบ้านไม่ไหวอีกกลุ่มกลับมองเห็นโอกาสจาก “ตลาดเช่า”
หันมา“เช่าระยะยาว” มากขึ้น ?
ที่ผ่านมา คนไทยนิยม “ซื้อบ้าน” มากกว่าเช่า ต่างจากหลายประเทศพัฒนาแล้วที่การเช่าเป็นเรื่องปกติ แต่สถานการณ์วันนี้อาจกำลังเปลี่ยน เมื่อราคาบ้านสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่รายได้โตช้า คนรุ่นใหม่จำนวนมากอาจมองว่า
“การเช่า”อาจคุ้มกว่า “เป็นหนี้ 30 ปี” โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่การเดินทาง คุณภาพชีวิต และความยืดหยุ่นในการทำงาน กลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่า “การมีโฉนด” สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดอสังหาฯ อาจไม่ใช่แค่ภาวะชะลอตัวชั่วคราว แต่อาจเป็น “การเปลี่ยนโครงสร้าง” ครั้งใหญ่
จากยุคที่ทุกคนอยากเป็นเจ้าของบ้านสู่ยุคที่ “คนจำนวนมากต้องเช่า”และ “เจ้าของทุนถือบ้านปล่อยเช่า” แทน ซึ่งถ้าแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไปธุรกิจที่เติบโตที่สุดในอนาคตอาจไม่ใช่บริษัทที่ขายบ้านเก่งที่สุด แต่คือบริษัทที่บริหารสินทรัพย์ให้คนเช่าได้ดีที่สุดมากกว่า

