เมื่อ “ค่าครองชีพ” ไล่ทันรายได้ไม่ทัน เกมอสังหาริมทรัพย์ก็เปลี่ยนทันที จากตลาดผู้ขาย กลายเป็นสนามรบของ “โปรอยู่ฟรี” ที่ต้องแรงพอจะดึงกำลังซื้อกลับมาเพื่อระบายสต็อก
KEY POINTS
- ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากสงครามส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยชะลอตัวลง สวนทางกับสต็อกบ้านและคอนโดที่ยังคงมีอยู่เป็นจำนวนมาก
- ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่จึงนำกลยุทธ์ "อยู่ฟรี" หรือ "ช่วยผ่อน" นานสูงสุด 3-4 ปี กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นยอดขายและระบายสต็อก
- แคมเปญดังกล่าวเป็นการช่วยผู้ซื้อลดภาระค่าใช้จ่ายในช่วงแรก โดยผู้พัฒนาจะช่วยผ่อนชำระกับธนาคารแทน และมักพ่วงโปรโมชั่นเสริม เช่น ฟรีค่าโอนหรือเฟอร์นิเจอร์
วิกฤติราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น ไม่ได้สะเทือนแค่ค่าเติมน้ำมัน แต่ลามไปถึง “อารมณ์การใช้จ่าย” ของผู้บริโภคเมื่อคนกังวลรายจ่ายระยะยาว การตัดสินใจซื้อบ้านจึงถูกเลื่อนออกไปโดยปริยายผลที่ตามมา คือดีมานด์ชะลอ แต่ซัพพลายยังค้างอยู่ในระบบจำนวนมากข้อมูลล่าสุดสะท้อนภาพชัด หน่วยสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ยังสูงถึง221,805 หน่วย ราคาคอนโด ลดลง 3.6% ทาวน์โฮม ลดลง 0.8% บ้านเดี่ยวเพิ่ม1.2%นี่คือสัญญาณว่า ผู้ประกอบการกำลัง “ยอมแลกมาร์จิ้น” เพื่อแลกกับสภาพคล่อง
อยู่ฟรีกลยุทธ์เดิม…ที่กลับมาอีกครั้ง
หนึ่งในหมัดเด็ดที่ถูกหยิบกลับมาใช้ คือโปรโมชัน“อยู่ฟรี” หรือ “ผ่อนแทน” นานสูงสุด 48 เดือนโมเดลนี้คือโครงการ “ช่วยผ่อนธนาคารแทน” ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงแรกผลลัพธ์คือ* ผู้ซื้อ “แทบไม่ต้องแบกรายจ่าย” ใน 3-4 ปีแรกสามารถเก็บเงินก้อน หรือย้ายออกจากค่าเช่าได้ทันทีและมักพ่วงด้วยของแถม เช่น ฟรีค่าโอน / ค่าส่วนกลาง / เฟอร์นิเจอร์ / ไปจนถึง ค่าน้ำมัน
ผู้เล่นรายใหญ่ต่างเร่งเกมอย่างชัดเจน
- แสนสิริ จับมือธนาคาร ออกแคมเปญ “ไม่ต้องผ่อน 48 เดือน” ครอบคลุมกว่า 100 โครงการ
- เอพี ไทยแลนด์ ชูจุดขาย “จองหลักพัน เข้าอยู่ได้เลย” พร้อมช่วยผ่อนสูงสุด 36 เดือน
- SC จัดเต็ม “อยู่ฟรี 3 ปี” ฟรีค่าโอน ฟรีค่าส่วนกลางสูงสุด 5 ปี แจกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน Cashback พร้อมรถยนต์ Tesla Model Y L Premium มูลค่า 1.99 ล้านบาท เพิ่มแรงจูงใจให้ตัดสินใจ เริ่มตั้งแต่ราคา 2.09 - 55 ล้าน วันที่ 5–10 พ.ค. 69 นี้
สิ่งที่น่าสนใจคือโปรโมชั่นไม่ได้หยุดแค่ “บ้าน”แต่กำลังขยายไปสู่ “ต้นทุนการใช้ชีวิต”
ดีเวลเปอร์เปอร์มองเป็นจังหวะขาย
ฝั่งผู้ประกอบการอสังหาฯมองว่านี่คือ “โอกาส” ที่ควรเร่งปิดการขาย เหตุผลคือ
- ราคาบ้านยังอิง “ต้นทุนเดิม”
- ดอกเบี้ยยังไม่สูงมาก
- มาตรการรัฐ เช่น LTV ผ่อนคลาย
แม้ต้นทุนก่อสร้างจะเพิ่มขึ้นแล้ว 5-10%แต่ยังไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังราคาขายได้
เกมนี้ ใครได้ ใครเสีย ?
ในระยะสั้นผู้ซื้อ = ได้ประโยชน์เต็มเพราะต้นทุนเริ่มต้นต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญแต่ในระยะยาว คำถามคือ ผู้ประกอบการ “แบกรับต้นทุนโปรโมชั่น” ได้นานแค่ไหน และดีมานด์ที่ถูกกระตุ้นวันนี้ เป็น “ของจริง” หรือแค่ถูกเร่งเวลา
ภาพที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่นแต่มันคือการ “ซื้อเวลา”เพื่อรอให้กำลังซื้อฟื้น และต้นทุนใหม่ถูกยอมรับในอนาคต คำถามสำคัญจึงไม่ใช่โปรแรงแค่ไหนแต่คือเมื่อโปรหมด…ดีมานด์จะยังอยู่หรือไม่ ?





