ภาพเดิมของ แสนสิริ คือดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่แต่ภาพใหม่ กำลังขยับไปเป็น “Construction Solution Provider”
ฐิติพงค์ มงคลปทุมรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโสโรงงานผลิตแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เผยว่า ภาพรวมธุรกิจก่อสร้างเผชิญความท้าทายทั้งจากค่าแรงที่ผันผวนและการขาดแคลนแรงงานฝีมือ ส่งผลให้ระบบพรีคาสท์ (แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป) เป็นทางเลือกหลักของอุตสาหกรรม แสนสิริจึงได้นำประสบการณ์กว่า 15 ปี และโรงงานทั้ง 6 แห่ง บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ ใน จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นโรงงานพรีคาสท์ที่ใหญ่ที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ด้วยศักยภาพกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 5,000 ยูนิต/ปี พร้อมให้บริการแก่พันธมิตรธุรกิจแบบครบวงจรทั้ง B2B และ B2C ที่ต้องการสร้างบ้านเอง
เป้าหมายชัดเจน
เพื่อรองรับโอกาสจากอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย มูลค่า 1.41 ล้านล้านบาท
- เจาะตลาด B2B เต็มตัว
- ปั้นรายได้แตะ 200 ล้านบาท
นี่ไม่ใช่แค่การ “ขายวัสดุ”แต่คือการเข้าไปอยู่ในทุกขั้นของการพัฒนาโครงการ ตั้งแต่คิด วางแผน ไปจนสร้างจริง
ปลดล็อก SME สั่งน้อยก็ทำได้
หนึ่งใน Pain Point ใหญ่ของผู้ประกอบการรายเล็ก คือ“สั่งผลิตต้องขั้นต่ำสูง = เงินจม” โมเดลใหม่ของแสนสิริ แก้เกมนี้ด้วยMass Customization + No Minimum Orderความหมายคือ
- สั่งผลิตแบบปรับดีไซน์ได้
- ไม่ต้องสต็อกของจำนวนมาก
- กระแสเงินสดหมุนเร็วขึ้น
ผลลัพธ์ที่ตามมา เวลาก่อสร้างลดลง 40–50% บ้าน 1 หลัง จาก 6–8 เดือน เหลือ 3–5 เดือน ในโลกธุรกิจอสังหาฯ“เวลา” = “เงินสด”
ใครโอนเร็ว ปิดโครงการไว คนนั้นได้เปรียบ
จากโรงงาน สู่ Green Tech
อีกหมากสำคัญ คือการยกระดับ “พรีคาสท์สีเขียว”แสนสิริ เดินเกมนี้ผ่าน 3 แกนหลัก1. Low Carbon Concreteลดการปล่อยคาร์บอนระดับ 120,000 ตัน/ปี 2. Recycling Systemลดขยะจากการผลิตได้ถึง 98% และ3. R&D วัสดุอนาคต พัฒนาพรีคาสท์ผสม “Graphene”
เพื่อเพิ่มคุณสมบัติสะท้อนความร้อนและเป็นฉนวนนี่ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เกี่ยวพันกับ “โอกาสเข้าถึง Green Loan” และมาตรฐานโลกอย่าง LEED / BREEAM
เทคโนโลยี + ขนาด = ความได้เปรียบ
เบื้องหลังโมเดลนี้ คือ “กำลังการผลิต” ที่ไม่ธรรมดา
- โรงงาน 6 แห่ง
- พื้นที่กว่า 200 ไร่
- รองรับ 5,000 ยูนิต/ปี
ผสานกับเทคโนโลยีอย่าง
- BIM (วางแผน-ผลิตแม่นยำ)
- Semi-Automated System จากเยอรมนี
- อัตรางานเสียต่ำกว่า 0.5%
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ“ต้นทุนนิ่ง + คุณภาพคงที่”ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบก่อสร้างแบบเดิมทำได้ยาก
ขยายเกมสู่หัวเมืองท่องเที่ยว-อุตสาหกรรม
นอกจากกรุงเทพฯ เกมต่อไปคือ “หัวเมืองใหญ่”
- ชลบุรี
- พัทยา
- เชียงใหม่
- ภูเก็ต
พื้นที่เหล่านี้มี 2 จุดร่วม คือ ตลาดอสังหาฯ โตทำให้ ความต้องการก่อสร้างสูงแปลว่า Demand พร้อมรออยู่แล้ว
แสนสิริกำลังเล่นเกม “หลังบ้าน”
ดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ แข่งกันที่ “ขายบ้าน”แต่ แสนสิริกำลังเลือกแข่งในอีกสนามคือ “โครงสร้างต้นน้ำของอุตสาหกรรม”ถ้าทำสำเร็จ จะได้ 3 อย่างพร้อมกัน
- รายได้ใหม่ (B2B)
- คุมต้นทุนตัวเอง
- เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้คู่แข่งด้วย
หรือพูดอีกแบบจาก “ผู้เล่นในเกมอสังหาฯ”กำลังขยับเป็น “คนที่สร้างเกม”และนั่น อาจเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนกว่าการขายโครงการเพียงอย่างเดียว





