รศ.วิศณุ ทรัพย์สมพลรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และ เอกวรัญญู อัมระปาล ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) และโฆษกกทม. เปิดศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร Open House: 4 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ จากภาพเดิมของการบริหารเมืองคือความล่าช้า ซ้ำซ้อน และตรวจสอบยากแต่ใน 4 ปีที่ผ่านมากรุงเทพมหานครกำลังทดลองเปลี่ยนแกนคิดใหม่จาก การสั่งการจากบนลงล่างสู่ การใช้ “ข้อมูล” และ “ประชาชน” เป็นศูนย์กลางแนวคิดนี้ถูกสะท้อนผ่านเครื่องมือสำคัญอย่าง Traffy Fondue
1. Digital Governanceเมืองสั่งงานได้
ตัวเลขสะท้อนชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นแค่แนวคิด เรื่องร้องเรียนกว่า 1.2 ล้านเคส ความพึงพอใจ 81% จากPain Point เดิมคือ“ร้องเรียนแล้วหาย”แต่วันนี้ระบบใหม่ทำให้* แจ้งปัญหา → มีสถานะทันที ติดตามผลได้แบบเรียลไทม์ บางเคสแก้ได้ภายใน 16 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังขยายไปสู่บริการอื่น เช่นยื่นแบบก่อสร้างออนไลน์กว่า 17,000 คำขอ ขอภาพ CCTV ภายใน 24 ชั่วโมง จองใช้ Public Space แบบโปร่งใส สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ“ต้นทุนเวลา” ของคนเมืองกำลังลดลง
Infrastructure เมืองที่เริ่มจากทาง“เท้า”
การพัฒนาเมืองในอดีตมักเริ่มจาก “รถ”แต่กรุงเทพฯ กำลังกลับด้านความคิดนี้เริ่มจาก“คนเดิน”
- ปรับปรุงทางเท้าแล้วกว่า 1,100 กม.
- เกินเป้าหมาย 1,000 กม.
- ใช้มาตรฐาน Universal Design
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือ “First Mile / Last Mile”ที่เชื่อมบ้านสู่ขนส่งสาธารณะ องค์ประกอบที่ถูกเติมเข้ามา คือ Covered Walkway กันแดดฝน ทางเดินริมคลองแบบต่อเนื่อง ปรับ Skywalk รอบ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิรวมถึงการใช้ Smart Lightingและการจัดระเบียบพื้นที่ย่อยในซอยทั้งหมดนี้กำลังเปลี่ยน “พฤติกรรมการใช้เมือง”
3. จาก “รณรงค์” สู่ “แรงจูงใจ”
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเลิกใช้วิธี “ขอความร่วมมือ” เพียงอย่างเดียวแล้วหันมาใช้ “Incentive” ตัวอย่างชัดที่สุดคือ โครงการ“ไม่เทรวม” แยกขยะ → จ่าย 20 บาท ไม่แยก → จ่าย 60 บาท ผลลัพธ์ ประหยัดค่าขยะหลายพันล้านบาท ลดภาระงบประมาณเมือง
ในมิติฝุ่น PM2.5 กรุงเทพฯ ใช้ “ข้อมูลล่วงหน้า” พยากรณ์ 7 วัน ประสานจังหวัดรอบข้างลดการเผาตัวเลขสะท้อนผลลัพธ์ วันฝุ่นเกินมาตรฐาน ลดจาก 44 วัน → 24 วัน
4. พื้นที่สีเขียว สู่ “โครงสร้างเมือง”
แนวคิด “สวน 15 นาที”กำลังเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่สีเขียวจาก“สวนใหญ่ไม่กี่แห่ง”สู่“สวนเล็กใกล้บ้าน”ปัจจุบันมากกว่า 456 แห่งทั่วกรุงพร้อมโมเดลใหม่ ที่ให้เอกชน “ให้ที่ดินชั่วคราว”แลกกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีนี่คือการปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญของเมืองที่ “ที่ดินแพง”
5. การจราจร: ใช้ AI แทนการเดา
อีกหนึ่งจุดที่เห็นผลชัดคือการใช้เทคโนโลยีจัดการจราจร Adaptive Traffic Control 74 แยก การจราจรดีขึ้น 10–41%รวมถึง ปรับปรุงป้ายรถเมล์ เพิ่มศาลารอรถ ขยายพื้นที่ทางแยก ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า เมืองกำลังเปลี่ยนจาก“แก้ปัญหาเฉพาะหน้า”เป็น“แก้เชิงระบบ”
6. Future Landmarks สร้าง “ภาพจำใหม่” ให้กรุงเทพฯ
นอกจากแก้ปัญหากรุงเทพฯ ยังมองไปข้างหน้าโปรเจ็กต์ที่กำลังศึกษา เช่น สะพานคนเดินข้ามเจ้าพระยา Museum Area ย่านเสาชิงช้า Public Square ใจกลางเมือง เป้าหมายคือสร้างแลนด์มาร์กใหม่เหมือนที่ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร แต่ครั้งนี้จะเป็น แลนด์มาร์กของคนเมือง
ตัวเลขที่สะท้อน “การเปลี่ยนจริง”
หากมองผ่าน Data ร้องเรียน 1.2 ล้านเรื่อง ยื่นแบบออนไลน์ 17,811 คำขอ ทางเท้า 1,100 กม. ปลูกต้นไม้กว่า 2.4 ล้านต้นตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์”แต่คือ “ประสิทธิภาพ”ความจริงที่ต้องยอมรับ คือ แม้หลายอย่างดีขึ้นแต่กรุงเทพฯ ยังเผชิญความท้าทาย โครงสร้างราชการขนาดใหญ่ งบประมาณจำกัด ปัญหาสะสมหลายสิบปีคำถามสำคัญคือ“การเปลี่ยนแปลงนี้จะต่อเนื่องหรือไม่?”
4 ปีที่ผ่านมาสิ่งที่กรุงเทพฯ ทำอาจไม่ใช่โปรเจ็กต์ยักษ์ที่มองเห็นชัดแต่คือการ“ลดต้นทุนแฝง”ของการใช้ชีวิต เวลาที่เสียไป ขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ความไม่แน่นอนของระบบและในโลกที่เมืองแข่งขันกันดึงคนเก่งสิ่งเหล่านี้อาจสำคัญกว่า “ตึกสูง” เสียอีก สุดท้ายแล้วคำถามไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปแค่ไหนแต่คือเมืองนี้… เริ่มทำงานเพื่อคนจริงหรือยัง?





