THBA ชี้สัญญาณอันตรายพายุเศรษฐกิจลูกใหม่ เขย่ารับสร้างบ้านต้นทุนพุ่ง-กำลังซื้อทรุด เปิด 5 แผน “ถอยเพื่อรอด” ประคองธุรกิจฝ่าวิกฤตสงครามหวั่นซ้ำรอยวิกฤติต้มยำกุ้ง
นิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (THBA) ส่งสัญญาณเตือนอุตสาหกรรมรับสร้างบ้านว่า กำลังเผชิญแรงกระแทกจากวิกฤติสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันดีเซลมีโอกาสทะลุ 50 บาทต่อลิตร กระทบโดยตรงต่อต้นทุนวัสดุก่อสร้างหลัก ทั้งเหล็ก ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง ซึ่งล้วนพึ่งพาพลังงานสูงในกระบวนการผลิตและขนส่ง
การประเมินล่าสุดชี้ว่า ต้นทุนก่อสร้างอาจพุ่งเพิ่ม 8-12% จากประมาณการเดิม ท่ามกลางข้อจำกัดสำคัญของธุรกิจ คือสัญญาแบบ “ราคาคงที่” ที่ไม่สามารถปรับขึ้นตามต้นทุนจริง ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องแบกรับภาระ “เข้าเนื้อ” ในทุกโครงการที่กำลังดำเนินอยู่
กำลังซื้อทรุดหนัก ตลาดเสี่ยงหายครึ่ง
ฝั่งอุปสงค์เริ่มส่งสัญญาณถดถอยชัดเจน โดยสะท้อนผ่าน 3 ปัจจัยหลัก
- ลูกค้าชะลอตัดสินใจเก็บเงินสดรับมือความไม่แน่นอน
- ผู้ประกอบการลดขนาดโครงการหั่นฟังก์ชันบ้านเพื่อควบคุมงบ
- เข้าถึงสินเชื่อยากขึ้นจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน
ภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านในช่วงครึ่งปีแรกจึงมีแนวโน้มหดตัวรุนแรงมากกว่า 50% หรือหายไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแรงกดดันทั้งจากต้นทุนและกำลังซื้อที่หดตัวพร้อมกัน
หวั่นซ้ำรอย “ต้มยำกุ้ง” หากสงครามยืดเยื้อ
ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่แค่ระดับราคา แต่คือ “ระยะเวลา” ของวิกฤติ หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 6 เดือน อาจก่อให้เกิดผลกระทบแบบโดมิโนในธุรกิจรับสร้างบ้าน คล้ายวิกฤตปี 2540 ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องปิดกิจการจากปัญหาสภาพคล่องและหนี้สินที่พุ่งฉับพลัน
5 กลยุทธ์ “ถอยเพื่อรอด” ตั้งรับวิกฤติ
THBA แนะผู้ประกอบการปรับเกมธุรกิจเร่งด่วน ด้วย 5 แนวทางหลัก
1. หยุดเร่งยอดขาย ลดความเสี่ยงจากการตั้งราคาต่ำในภาวะต้นทุนผันผวน
2. ผ่าต้นทุนภายในอุดรอยรั่ว ลดความสูญเสียในไซต์งาน
3. บริหารซัพพลายเออร์ เจรจาล็อกราคา หรือหาทางเลือกวัสดุใหม่
4. เน้นคุณภาพงาน รักษาฐานลูกค้าเดิม ลดความเสี่ยงข้อพิพาท
5. รักษาสภาพคล่อง เตรียมเงินสดและแผนสำรองรับความไม่แน่นอน
ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน สมาคมย้ำว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาของการแข่งขันด้านยอดขาย แต่เป็นช่วงเวลาของการ “เอาตัวรอดร่วมกัน” ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว ยอมรับความจริง และเลิกยึดติดกับตัวเลขการเติบโตในภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง
วิกฤติครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่บททดสอบด้านต้นทุน แต่คือบทพิสูจน์ความยืดหยุ่นของทั้งอุตสาหกรรม ว่าจะสามารถยืนระยะผ่าน “สงครามเศรษฐกิจ” รอบใหม่ได้หรือไม่





