ถ้าจะมีสูตรลัดในการฝ่าวิกฤติ ธุรกิจอสังหาฯ คงไม่ต้องล้มแล้วลุกกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ในโลกความจริง “วิกฤติ” ไม่เคยถามความพร้อมสิ่งที่แยกผู้รอดออกจากผู้ร่วงจึงไม่ใช่จังหวะ…แต่คือ “วิธีคิด” และ “วิธีลงมือ” เรื่องของ “ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม” สไปเดอร์แมนแห่งศุภาลัยไม่ใช่แค่บทเรียนของผู้บริหารคนหนึ่งแต่คือกรณีศึกษาของคนที่เลือก “รับแรงกระแทก” แทนลูกค้าในวันที่ความเชื่อมั่นสั่นคลอนที่สุดและบางทีฮีโร่ในโลกธุรกิจก็ไม่ได้มีพลังพิเศษอะไรนอกจาก “ความรับผิดชอบ” ที่มากกว่าคนอื่นเท่านั้น
ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เล่าถึงประสบการณ์ในการฝ่าวิกฤติในงาน Thailand Real Estate Leader ว่า ครั้งที่เหตุระเบิดโรงงานหมิงตี้ที่กิ่งแก้ว ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนทางกายภาพ แต่ยังเขย่าความเชื่อมั่นของลูกบ้านในโครงการที่อยู่ติดพื้นที่เสี่ยงโดยตรง
เช้าวันถัดมา บริษัทเลือก “ลงมือทันที” ภายใต้หลักคิดเรื่องความปรารถนาดีและความจริงใจเป็นแกนกลาง มาตรการเร่งด่วนถูกขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่การจัดหาที่พักโรงแรมให้ลูกบ้านตั้งแต่วันแรก ไปจนถึงการลงพื้นที่ด้วยตัวเองต่อเนื่องนานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อสื่อสารและรับผิดชอบอย่างใกล้ชิด
ไฮไลต์สำคัญคือแนวคิด “เจ๊าหรือเจี๊ยะ” นโยบายที่ออกแบบให้ลูกค้าไม่เสียเปรียบ หากค่าซ่อมเกินประกัน บริษัทพร้อมจ่ายส่วนต่าง แต่หากต่ำกว่า ลูกค้าสามารถรับส่วนต่างนั้นได้ทันที เขาเปรียบบทบาทตัวเองเหมือน “สไปเดอร์แมน” ที่พลังมาพร้อมความรับผิดชอบสะท้อนแก่นคิดว่า ความเชื่อมั่นของลูกค้า คือสินทรัพย์สำคัญที่สุดของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
4 เสาหลัก “ศุภาลัย” สูตรลับความแข็งแกร่งระยะยาว
เบื้องหลังการเติบโตอย่างมั่นคงของศุภาลัย ไม่ได้มาจากจังหวะตลาดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากยุทธศาสตร์ที่วางไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มจาก 1. ต้นทุนต้องคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ บริษัทเลือกวางผังโครงการให้เสร็จก่อนตัดสินใจซื้อที่ดิน เพื่อให้เห็นประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมบริหารต้นทุนเชิงรุกผ่านการจัดซื้อวัสดุแบบล็อตใหญ่ ลดการพึ่งพาผู้รับเหมา
2. การเงินแข็งแรงคืออำนาจต่อรอง การรักษาระดับหนี้ในกรอบต่ำ และสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคง ทำให้ศุภาลัยสามารถซื้อที่ดินด้วยเงินสด และเข้าถึงต้นทุนทางการเงินในระดับต่ำ
3. “All-in” ตลาดภูมิภาค ศุภาลัยเลือกปักธงในต่างจังหวัดแบบไม่ถอย เมื่อเข้าสู่ตลาดใดจะสร้างฐานซัพพลายเชนและเครือข่ายท้องถิ่นอย่างจริงจัง จนกลายเป็นผู้นำในหลายพื้นที่
และ4. เรียนรู้ ผ่านการลงทุนในออสเตรเลียไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐาน โดยเฉพาะองค์ความรู้ด้าน ESG ที่ถูกนำกลับมาปรับใช้ในไทย
ไม่เล่นเกมเก็งกำไร
หนึ่งในจุดยืนที่ชัดเจนคือ การไม่สนับสนุนการเก็งกำไร ศุภาลัยใช้มาตรการจำกัดสิทธิ์ “1 คนต่อ 1 ยูนิต” ในโครงการยอดนิยม พร้อมกำหนดเงินดาวน์ในระดับที่สะท้อนความตั้งใจซื้อจริง
ไตรเตชะ นิยามตัวตนทางธุรกิจว่า DNA อาจติดตัวมา แต่ “ลายมือ” คือสิ่งที่สร้างเอง ทุกการตัดสินใจจึงต้องทิ้งร่องรอยของความรับผิดชอบและความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกัน เขาย้ำว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจที่ต้องการ “Ownership Mindset” โดยเฉพาะการตั้งราคา ซึ่งต้องบาลานซ์ระหว่างกำไรและความสามารถในการเข้าถึงของตลาด
ตลาดผันผวนแต่โอกาสยังมี
ท่ามกลางภาวะตลาดปี 2567-2568 ที่กำลังซื้อชะลอตัว และการปฏิเสธสินเชื่อพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์โฮม ไตรเตชะยอมรับว่าเป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดในการวางแผนธุรกิจอย่างไรก็ตาม เขามองเห็น หน้าต่าง“โอกาส” ในตลาดคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะยูนิตขนาดใหญ่ 2-3 ห้องนอน ที่เริ่มถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยหลัก แทนบ้านแนวราบในเมืองที่ราคาสูงเกินเอื้อม
ความ'ซื่อสัตย์'สำคัญกว่ายอดขาย
บทเรียนสำคัญของผู้นำรุ่นสองรายนี้ มีรากฐานจากครอบครัว “ตั้งมติธรรม” โดยเฉพาะคุณประทีป ผู้ก่อตั้ง ที่ปลูกฝังมรดกความคิดรวมทั้งความขยันและความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ เขาเปรียบคนรุ่นพ่อเป็น “ผู้สร้างบันได” ให้รุ่นลูกก้าวต่อ และเชื่อว่าคลื่นลูกหลังต้องไปได้ไกลกว่าเดิม วิกฤติต้มยำกุ้งคือบทพิสูจน์สำคัญครอบครัวเลือกเผชิญหน้าด้วยการลดรายจ่ายและชำระหนี้ครบถ้วนทุกบาท โดยยึดหลักซื่อสัตย์ต่อตนเองและเจ้าหนี้
วันนี้ เป้าหมายของศุภาลัยจึงไม่ใช่แค่การเติบโตทางตัวเลข แต่คือการสานต่อธุรกิจให้ยั่งยืน พร้อมพาพนักงานเติบโตไปด้วยกัน ในโลกธุรกิจที่ผันผวน “ความจริงใจ” อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่หวือหวา แต่สำหรับศุภาลัย นี่คือรากฐานที่ทำให้ยืนระยะได้ยาวกว่าทุกวิกฤติ





