วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

'บิวท์ ทู บิวด์'ฝ่าพายุเศรษฐกิจตรึงราคาไม่ลดสเปคเมินสงครามราคา

'บิวท์ ทู บิวด์'ฝ่าพายุเศรษฐกิจตรึงราคาไม่ลดสเปคเมินสงครามราคา

เปิดยุทธศาสตร์ 'บิวท์ ทู บิวด์' ฝ่าพายุเศรษฐกิจปี69 ประกาศตรึงราคา ลั่นไม่ลดสเปค เลี่ยงสงครามราคา รักษาคุณภาพและแบรนด์ตั้งเป้าสิ้นปีมียอดขาย 900ล้าน

ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกผันผวน หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง และการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินเข้มงวดกว่าที่เคย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน แต่ท่ามกลางความไม่แน่นอนนั้น ธุรกิจหนึ่งกลับมีจังหวะฟื้นตัวได้เร็วกว่า นั่นคือ “ธุรกิจรับสร้างบ้าน” เพราะต่างจากผู้พัฒนาโครงการที่ต้องแบกภาระสต็อกและต้นทุนที่ดินจำนวนมาก ธุรกิจรับสร้างบ้านสามารถปรับตัวตามความต้องการของลูกค้าได้ทันที 

และนี่คือจังหวะที่กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กำลังเดินหมากใหม่ด้วยยุทธศาสตร์ที่ไม่ได้เน้นแค่การตลาด แต่เน้น “ระบบคุณภาพ” เพื่อแก้ Pain Point ใหญ่ของคนอยากสร้างบ้านไทยนั่นคือความกลัวว่า “สร้างบ้านแล้วจะโดนทิ้งงาน หรือได้บ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน”

สุธี เกตุศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิวท์ ทู บิวด์ จำกัด กล่าวว่า หากมองย้อนกลับไปช่วง 2 ปีที่ผ่านมาตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยต้องเผชิญแรงกระแทกหลายด้านพร้อมกัน ปัจจัยต่างประเทศ อาทิ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ล้วนส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนโดยตรง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศไม่ได้เบา แรงกดดันลงทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นของสถาบันการเงินผลลัพธ์คือกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์โดยรวม “ชะลอตัว”
 

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเริ่มมีสัญญาณบวกมากขึ้นหลังการเมืองภายในประเทศเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน งบประมาณภาครัฐเริ่มมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้น อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 1.25% เหลือ 1% แม้จะดูเป็นตัวเลขเพียงเล็กน้อย แต่สำหรับตลาดอสังหาริมทรัพย์ นี่ถือเป็นสัญญาณเชิงจิตวิทยาที่สำคัญต่อกำลังซื้อและในภาพรวม ธุรกิจรับสร้างบ้านอาจเป็นกลุ่มที่ฟื้นตัวได้เร็วกว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แบบดั้งเดิม

เหตุผลหลักคือโมเดลธุรกิจที่ไม่ต้องแบกสต็อก หรือ Backlog ขนาดใหญ่เหมือนโครงการบ้านจัดสรรเมื่อมีลูกค้า ก็เริ่มสร้างได้ทันที

 Pain Point ใหญ่ที่สุดของการสร้างบ้าน

แม้ธุรกิจรับสร้างบ้านจะมีโอกาสเติบโตแต่ก็มี “จุดอ่อนเชิงความเชื่อ” ที่ฝังลึกอยู่ในตลาดไทยหลายคนพูดกันเสมอว่า “การสร้างบ้านคือการวัดดวง” หากโชคดี ก็ได้ผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ แต่ถ้าโชคร้าย ก็อาจเจอปัญหาทิ้งงาน งานก่อสร้างล่าช้า หรือคุณภาพไม่ตรงตามที่ตกลง สำหรับผู้บริโภค นี่ไม่ใช่แค่ความกังวลเล็กๆ

เพราะบ้านหนึ่งหลัง คือการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ข้อมูลของธุรกิจรับสร้างบ้านยังสะท้อนว่า ลูกค้ากว่า 50% สร้างบ้านเพียงครั้งเดียวในชีวิต นั่นหมายความว่าหากผิดพลาด ก็แทบไม่มีโอกาสแก้ตัว และนี่เองคือจุดตั้งต้นของยุทธศาสตร์สำคัญของบิวท์ ทู บิวด์

“บ้านคุณภาพ” ต้องไม่ใช่เรื่องของโชค

แทนที่จะมอง Pain Point เป็นข้อจำกัด กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ กลับนำมาเป็นแกนกลางของกลยุทธ์ แนวคิดสำคัญคือทำให้คำว่า “บ้านคุณภาพ”ไม่ใช่เรื่องของดวง แต่ต้องเป็น “ระบบ”บริษัทจึงพัฒนาโมเดล “Success Model Execution” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อทำให้มาตรฐานการสร้างบ้านทุกหลัง “เท่ากัน” ไม่ว่าบ้านจะอยู่ในระดับราคาใดก็ตาม หัวใจสำคัญคือการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนของกระบวนการก่อสร้าง

โดย Success Model Execution เริ่มต้นตั้งแต่จุดเล็กที่สุดนั่นคือ “การคัดเลือกทีมช่าง” บริษัทมีระบบประเมินทีมก่อสร้างอย่างเข้มข้นตั้งแต่ฝีมือ เทคนิคการทำงาน เครื่องมือ ไปจนถึงการบริหารจัดการไซต์งาน ทีมช่างแต่ละชุดยังถูกแบ่งตามความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานระบบและมีการฝึกอบรมทักษะอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากนี้ ยังมีการตั้งทีมพิเศษที่ทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนเจ้าของบ้าน” ทีมนี้ประกอบด้วยฝ่ายการตลาด สถาปนิก และฝ่ายก่อสร้าง ซึ่งจะเข้าไปตรวจสอบงานทุกจุดตามหลักวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมพร้อมจัดทำรายงานความคืบหน้าให้ลูกค้าเห็น สำคัญที่สุดคือระบบตรวจสอบคุณภาพแบบ 3 ชั้น ประกอบด้วย วิศวกรประจำไซต์งาน หัวหน้าทีมวิศวกร ทีม Inspector จากส่วนกลางและผู้บริหารก่อนที่บ้านทุกหลังจะถูกส่งมอบ

ตลาดแบ่งชัด 3 เซกเมนต์

ด้านการแข่งขัน กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เลือกบริหารพอร์ตผ่าน 3 แบรนด์หลัก เพื่อครอบคลุมตลาดหลายระดับราคา 1.Small House Builder ระดับราคา 2-9 ล้านบาท เป็นเซกเมนต์ใหญ่ที่สุด คิดเป็นประมาณ 50% ของลูกค้ากลุ่มนี้คือ “Real Demand” ที่สร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริงแม้จะได้รับผลกระทบจากการปฏิเสธสินเชื่อบ้างแต่ความต้องการยังมีอย่างต่อเนื่อง

2.Bangkok House Builder ระดับราคา 10-20 ล้านบาท คิดเป็น 30% ของตลาดลูกค้าเป็นกลุ่มครอบครัวขนาดกลางที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ฟังก์ชัน และความคุ้มค่า และ 3.Built To Build ระดับราคามากกว่า 20 ล้านบาท สัดส่วน 20% แม้ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ยังมีความต้องการบ้านดีไซน์พิเศษและคุณภาพสูง

 ย้ำไม่เล่นสงครามราคา

ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยเลือกใช้กลยุทธ์ “ลดราคา” แต่กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป นั่นคือ การรักษามาตรฐานคุณภาพ แม้ต้องยอมรับต้นทุนบางส่วน เหตุผลสำคัญคือบ้านหนึ่งหลังต้องอยู่ได้อย่างน้อย 40-50 ปี

ดังนั้น การลดต้นทุนจนกระทบคุณภาพอาจทำลายความเชื่อมั่นในระยะยาว กลยุทธ์นี้สะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน ปัจจุบันลูกค้าของบริษัทกว่า 70%  มาจากการบอกต่อซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นที่ทรงพลังที่สุดในธุรกิจบริการ

"เราไม่ลดสเปคลงเพื่อแข่งสงครามราคาสู้กับคู่แข่ง เราไม่ปรับราคาขึ้น เพราะกำลังซื้อลูกค้ายังเปราะบาง เนื่องจากเชื่อว่า สินค้าที่มีคุณภาพทำให้แบรนด์บิวท์ ทู บิวด์แข็งแกร่งมาตลอดระยะเวลา 23 ปี"

สำหรับกลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ การตลาดเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เพราะการโฆษณาอาจทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์แต่สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ในใจลูกค้าในระยะยาวคือ “คุณภาพของบ้าน” และประสบการณ์การบริการหลังการส่งมอบ เพื่อย้ำความเป็นผู้นำตลาด

กลุ่มบิวท์ ทู บิวด์ เตรียมเข้าร่วม “งานรับสร้างบ้าน Focus 2026” วันที่ 18-22 มี.ค. อิมแพ็ค เมืองทองธานี นำเสนอแบบบ้านคอลเลกชันใหม่ ดีไซน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โปรโมชัน ทีมที่ปรึกษา คาดสิ้นปีมียอดขาย 900ล้านบาท