ไฟสงครามตะวันออกกลางสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลกเปิด“โอกาส” ให้อสังหาฯไทยกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีหนีจากดูไบมาซื้อที่อยู่อาศัยระดับอัลตร้าลักชัวรี
นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย ประเมินว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยากจะคาดเดาจุดจบ และเริ่มส่งแรงสะเทือนมายังตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยภาคธุรกิจจึงต้องตั้งรับอย่างระมัดระวัง ทั้งการลงทุน การบริหารสภาพคล่อง และการเตรียมแผนรับมือเหตุการณ์ไม่คาดคิด
"ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มฟื้นตัวช้าเนื่องจากแรงส่งจากเศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด และความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ยังคงกดดันการลงทุนเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและมองหาตลาดใหม่เพื่อสร้างโอกาสท่ามกลางความผันผวน"
โอกาสไทยบ้านหลังที่2ของเศรษฐีทั่วโลก
ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง กลุ่มนักลงทุนระดับมหาเศรษฐีเริ่มมองหาพื้นที่ “Safe Haven” สำหรับกระจายสินทรัพย์ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำคัญ ทั้งในฐานะจุดหมายการท่องเที่ยวระดับโลก และตลาดบ้านพักตากอากาศของชาวต่างชาติ ทำเลที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี ภูเก็ต เกาะสมุย
ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ โครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ การศึกษา และสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีความขัดแย้งรุนแรง ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยถูกมองว่าเป็น “ตลาดระดับโกลบอล” ที่สามารถรองรับดีมานด์จากนักลงทุนต่างชาติได้
“ตลาดอสังหาฯดูไบซึ่งเคยร้อนแรงที่สุดในโลกและถูกมองว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเม็ดเงินจากน้ำมัน กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองโลก ทำให้มุมมองด้านความปลอดภัยเปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูไบเป็น "ที่หลบภัย" กลับกลายเป็น "แม่เหล็กดูดมิไซล์" หรือเป้าหมายของความขัดแย้ง เหตุการณ์นี้ถือเป็นโอกาสทองของประเทศไทยที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ เนื่องจากไทยมีความพร้อมด้านซัพพลายอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี”
พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ดึงเงินทุนผ่านอสังหาฯ
นายประเสริฐเสนอว่า รัฐบาลควรใช้จังหวะนี้ออกมาตรการหรือนโยบายเชิงรุก เพื่อดึงเงินทุนจากเศรษฐีตะวันออกกลางและนักลงทุนต่างชาติมาตรการที่ควรพิจารณา ได้แก่การส่งเสริมที่อยู่อาศัยระยะยาว ควรเน้นให้ต่างชาติมาอยู่ยาวรองรับตลาดอัลตราลักชัวรี
ทำให้มีการจ่ายภาษีที่ชัดเจน ,การแก้ไขกฎหมายเช่าระยะยาวเสนอให้ปรับเป็นสัญญาเช่า 50 ปี เพื่อความโปร่งใสและช่วยให้ต่างชาติตัดสินใจได้ง่ายขึ้น และควรนำรายได้ภาษีที่เก็บจากชาวต่างชาติมาตั้งเป็นกองทุน"Soft Loan" หรือดอกเบี้ยราคาพิเศษเพื่อช่วยเหลือคนไทยให้สามารถซื้อบ้านหลังแรกได้ง่ายขึ้น เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและหมุนเวียนเงินในระบบให้เกิดประโยชน์ต่อคนในประเทศ
“สงครามอาจเป็นจุดเปลี่ยนของการซื้ออสังหาฯในดูไบ ทำให้ดีมานด์ส่วนหนึ่งของกลุ่มเศรษฐีมีโอกาสไหลเข้าสู่ประเทศไทย หากรัฐบาลมีมาตราการออกมาได้ถูกจังหวะเวลา หากวางโครงสร้างภาษีและกฎระเบียบอย่างเหมาะสม อสังหาริมทรัพย์สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” นายประเสริฐกล่าว
สงครามยืดเยื้อดันต้นทุนวัสดุ–กระทบกำลังซื้อ
ด้านณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มองว่า ผลกระทบจากความขัดแย้งจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสงครามหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 6–12 เดือน ราคาน้ำมันและค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างนำเข้าอาจปรับสูงขึ้น ซึ่งจะกดดันต้นทุนภาคอสังหาริมทรัพย์และกำลังซื้อภายในประเทศขณะเดียวกัน ค่าเดินทางที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน อาจกระทบการท่องเที่ยวระยะไกลในระยะยาวอย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง ไทยอาจได้อานิสงส์จากการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติบางกลุ่มที่ต้องการความมั่นคงมากขึ้น
ไทยจุดสมดุลภูมิรัฐศาสตร์ หนุนเงินทุนไหลเข้า
จุดยืนความเป็นกลางของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติประเทศไทยมีศักยภาพทั้งด้านทรัพยากร ทำเล และคุณภาพชีวิต ที่สามารถรองรับการย้ายถิ่นฐานของชาวต่างชาติได้
แนวคิดนโยบายที่ภาคเอกชนเสนอเพิ่มเติม ได้แก่ การขยายระยะเวลาเช่าที่ดิน วีซ่าลองสเตย์สำหรับผู้พำนักระยะยาว โดยกำหนดโซนหรือรูปแบบอสังหาริมทรัพย์สำหรับต่างชาติมาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทั้งการลงทุน การจ้างงาน และการบริโภคภายในประเทศ
สูตรรับมือโลกผันผวนของดีเวลอปเปอร์
ในมุมของเอสซี แอสเสท เตรียมรับมือความผันผวนด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
1. กระจายพอร์ตธุรกิจให้หลากหลาย
2. รักษาสภาพคล่องทางการเงิน
3. สร้างพันธมิตรการลงทุนที่แข็งแกร่ง
กลยุทธ์ดังกล่าวครอบคลุมทั้งโครงการที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม โรงแรม และคลังสินค้า เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกได้





