วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

“สิงห์ เอสเตท” วางหมากใหม่ ปั้นฐานกำไร 4 ธุรกิจ รับโลกผันผวน

“สิงห์ เอสเตท” วางหมากใหม่  ปั้นฐานกำไร 4 ธุรกิจ รับโลกผันผวน

สิงห์ เอสเตท จัดพอร์ตธุรกิจรับมือภูมิรัฐศาสตร์โลกกดดันอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่แค่เรื่อง “สร้างโครงการ” อีกต่อไป แต่คือการสร้าง “ฐานกำไรที่ยั่งยืน”

ชัยรัตน์ ศิวะพรพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) มองว่า โลกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจชะลอตัวภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนเร็วโจทย์ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่แค่การ “สร้างโครงการใหม่” แต่ต้องเข้าใจ “ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า” พร้อมสร้างโครงสร้างกำไรที่มั่นคงในระยะยาวปี 2569 บริษัทจึงเดินหน้าแผนธุรกิจภายใต้แนวคิด“STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE”  

โดยใช้ 4 ธุรกิจหลักเป็นเครื่องยนต์การเติบโต ได้แก่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential) ธุรกิจโรงแรม (Hospitality)ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial)
ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate)

ขับเคลื่อนผ่าน3 กลยุทธ์หลัก

กลยุทธ์ที่ 1 เสริมฐานกำไรจาก “รายได้ประจำ”  คือ“STRENGTHEN THE PROFIT ENGINE”หัวใจสำคัญคือการทำให้ธุรกิจที่สร้างRecurring Income แข็งแรงขึ้นโดยเฉพาะ 2 ธุรกิจหลัก คือ โรงแรม และอาคารสำนักงาน ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณ 70% ของพอร์ตธุรกิจทั้งหมด ธุรกิจโรงแรมของบริษัทที่บริหารผ่านบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHRทำกำไรสุทธิปรับปรุงจากการดำเนินงานในปี 2568 ได้ถึง
615 ล้านบาท สูงสุดตั้งแต่ก่อตั้ง

แรงหนุนสำคัญมาจาก โรงแรมในไทยและฟิจิที่ปรับปรุงเสร็จและเปิดเต็มรูปแบบ การเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ พอร์ตโรงแรมของบริษัทเน้น รีสอร์ทเพื่อการพักผ่อน ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาเพียงที่พักแต่ต้องการ ประสบการณ์การพักผ่อนคุณภาพสูง สุขภาวะที่ดีความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

จากนี้บริษัทเตรียมเดินหน้า Asset Enhancement ในหลายทรัพย์สิน เช่น  โรงแรมในมัลดีฟส์ โรงแรมในสหราชอาณาจักรเพื่อยกระดับราคาห้องพัก และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร
 

จาก Workplace สู่ Work-Life Destination

อีกหนึ่งเครื่องจักรกำไรสำคัญ คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า หรืออาคารสำนักงาน บริษัทกำลังพัฒนาอาคารสำนักงานให้เป็น“Seamless Work-Life Destination”เพราะรูปแบบการทำงานยุคใหม่ไม่แยกระหว่างชีวิตกับงานอีกต่อไป

ปัจจุบันอัตราการเช่าของโครงการสำคัญอยู่ในระดับสูง เช่น  สิงห์ คอมเพล็กซ์ มากกว่า 90% เอส เมโทร มากกว่า 90% ขณะที่เอส โอเอซิส มีอัตราเช่า 56% และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 70% ภายในปีนี้ แนวคิดสำคัญคือ

ทำให้อาคารสำนักงานเป็นสถานที่ที่คนอยากใช้ชีวิตทั้งวัน บริษัทจึงจัดสัดส่วนพื้นที่80% พื้นที่สำนักงาน20% สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า คลินิก สถาบันความงาม กิจกรรมคอมมูนิตี้หลังเลิกงานทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิด“Work well, Live well, Stay well”

Data Center โอกาสใหม่ของนิคมอุตสาหกรรม

อีกหนึ่งตัวแปรสำคัญของกำไรปี 2569  คือ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมบริษัทตั้งเป้าขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทองประมาณ 200–400 ไร่โดยมุ่งจับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่กำลังเติบโตแรงในภูมิภาค
นั่นคือHyperscale Data Centerซึ่งเติบโตจากกระแส Cloud Computing, AI, Digital Services ในเอเชียแปซิฟิก

ศูนย์ข้อมูลประเภทนี้ต้องการ พื้นที่ขนาดใหญ่ ระบบไฟฟ้าเสถียร
ระบบน้ำคุณภาพสูง โครงสร้างพื้นฐาน Fiber Optic แหล่งพลังงานทางเลือก

ซึ่งนิคมอ่างทองสามารถตอบโจทย์ทั้งหมด นอกจากรายได้จากการขายที่ดินบริษัทยังมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจาก การขายไฟฟ้า การขายน้ำประปาให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ซึ่งอาจเพิ่มรายได้มากกว่าสองเท่า!

กลยุทธ์ที่ 2 โตผ่านพันธมิตร

คือ“SCALING THROUGH PARTNERSHIPS”เพราะในยุคที่เศรษฐกิจเติบโตจำกัด การลงทุนขนาดใหญ่เพียงลำพังอาจมีความเสี่ยงสูงการร่วมมือกับพันธมิตรจึงช่วย

  •  เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน
  •  ลดภาระเงินลงทุน
  •  รวมความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ โครงการ วัน ริเวอร์ พระราม 3 มูลค่ากว่า3,000 ล้านบาท ซึ่งพัฒนาร่วมกับบริษัท วัน เรียลเอสเตท จำกัด แม้ตลาดอสังหาริมทรัพย์จะชะลอตัวในปี 2568แต่โครงการสามารถทำยอดขายได้แล้วกว่า98%และเตรียมรับรู้รายได้ในปี 2570

อีกหนึ่งตัวอย่างคือTHE ESSE สุขุมวิท 36 มูลค่า6,000 ล้านบาทที่ร่วมพัฒนากับHong Kong Landและสามารถโอนปิดโครงการได้ครบทั้งหมดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาบริษัทเชื่อว่าความร่วมมือกับพันธมิตรจะเป็นตัวเร่งมูลค่าพอร์ตธุรกิจในระยะยาว

 กลยุทธ์ที่ 3 วินัยทางการเงิน

กลยุทธ์สุดท้ายคือ “STRONG FUNDING CAPABILITY”บริษัทให้ความสำคัญกับ  การบริหารหนี้ การรักษาสภาพคล่อง การสร้างวินัยทางการเงิน

โครงสร้างเงินทุนของบริษัทแบ่งเป็น  สินเชื่อจากสถาบันการเงิน 70% หุ้นกู้ 30% โดยบริษัทสามารถออกหุ้นกู้ได้ปีละประมาณ3,000–4,000 ล้านบาทและยังมีวงเงินสินเชื่อจากธนาคารมากกว่า 20,000 ล้านบาท
สิ่งเหล่านี้สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันการเงินต่อศักยภาพของบริษัท

ESG ที่สร้าง “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

อีกหนึ่งแนวคิดที่บริษัทให้ความสำคัญคือ“ESG in Practice”หรือการทำ ESG ที่สร้างคุณค่ากลับสู่ธุรกิจจริง ตัวอย่างเช่น บริษัทได้รับการประเมินSET ESG Ratings ระดับ AAAซึ่งเป็นระดับสูงสุดและส่งผลให้บริษัทได้รับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำลงจาก Sustainability Linked Loanมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท

อีกกรณีหนึ่งคือโครงการ CROSSROADS Maldivesที่กำลังพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่อนุรักษ์OECMs ระดับสากลซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสดึงดูดนักท่องเที่ยวระดับ High Spending จากยุโรป

 พอร์ต 4 ธุรกิจ ที่ถูกออกแบบให้สมดุล

ปัจจุบัน สิงห์ เอสเตท มี

  •  โรงแรม 18 แห่ง ใน 5 ประเทศ
  •  อาคารสำนักงานและค้าปลีก 5 โครงการ
  •  โครงการที่อยู่อาศัย 9 โครงการ
  •  นิคมอุตสาหกรรม เอส อ่างทอง

ทั้งหมดถูกออกแบบให้เป็น“พอร์ตโฟลิโอเชิงคุณภาพ”ที่มีทั้ง รายได้ประจำ (Recurring Income)และรายได้จากการพัฒนาโครงการเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคง และการเติบโตท้ายที่สุดแล้วโจทย์ของบริษัทไม่ได้อยู่ที่การขยายโครงการให้มากที่สุดแต่คือการเชื่อมทุกธุรกิจให้ตอบโจทย์“ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า”ตามแนวคิดของบริษัทEnriching Your Life  สร้างคุณค่าให้ชีวิตคุณ