ตลอด 42 ปีที่ผ่านมา “แสนสิริ” เติบโตจากผู้พัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย สู่แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าของไทย วันนี้ เกมกำลังเปลี่ยน เมื่อยักษ์ใหญ่แสนสิริประกาศทุ่มงบ 1,000 ล้านบาท ภายใต้แพลตฟอร์ม “Sansiri Growth Incubator” เพื่อปรับทิศทางการลงทุนครั้งใหญ่
จาก Tech Startup สู่ธุรกิจ Real Sector แบบ B2C ที่ “จับต้องได้” นี่ไม่ใช่แค่การกระจายความเสี่ยงแต่คือ การวาง S-Curve ใหม่ ให้ธุรกิจเติบโตเกินกว่าคำว่า “บ้าน” ซึ่งปัจจุบันกว่า 90% ของรายได้แสนสิริมาจากธุรกิจที่อยู่อาศัย แต่เป้าหมายปี 2030 คือเพิ่มสัดส่วนรายได้ Non-core ให้แตะ 25%
จาก DNA ผู้สร้างบ้าน สู่ผู้สร้างระบบนิเวศ
คำถามคือ ทำไมต้องเปลี่ยน? คำตอบอาจอยู่ที่ข้อจำกัดของตลาดในประเทศ เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย กำลังซื้อชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น ขณะเดียวกัน SMEs ไทยกว่า 2.9 ล้านราย กลับติดกับดักการเติบโต!
ข้อมูล EXIM BANK ระบุว่า ในรอบ 10 ปี สัดส่วนการส่งออกของ SMEs ไทย ไม่ถึง 10% ของประเทศ ปัญหาไม่ใช่แค่ “ขาดเงินทุน” แต่ขาด Ecosystem ที่ช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างเป็นระบบ และนี่คือจุดที่แสนสิริเห็น “โอกาส”
หน่วยธุรกิจพันล้านรับบท “พี่เลี้ยง”
ณภัทร ทวีสิน บุตรชายคนโตของ เศรษฐา ทวีสิน ล่าสุดเข้ามารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ International Operations บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทมุ่งมั่นใจการเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโครงการ ไปสู่การพัฒนา ชุมชน (Community) แทนที่จะสร้างเพียงที่พักอาศัยแบบแยกส่วน แต่ต้องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีการคัดสรรบริการระดับพรีเมียมเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจ และสร้างความแตกต่างให้กับโครงการของแสนสิริ ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้จะยกระดับมูลค่าที่ยั่งยืน และมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่ง
“แสนสิริไม่เรียกโมเดลนี้ว่า Fund แต่ใช้คำว่า Growth Incubator เพราะกองทุนมีกรอบเวลา มีแรงกดดันต้องเร่งลงทุน และ Exit แต่ Incubator คือ การเข้าไปบ่มเพาะ เติบโตไปด้วยกัน รูปแบบการลงทุนจะเป็นลักษณะ Significant Minority ถือหุ้น 10-50% เพื่อมี Skin in the Game แต่ยังให้ Founder เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก”
โดย 5 กลุ่มธุรกิจเป้าหมาย การลงทุนจะโฟกัส Real Sector ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง ใน 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม (F&B), ไลฟ์สไตล์, การโรงแรม (Hospitality), สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และการศึกษาทั้งหมดเชื่อมโยงกับแนวคิด “Constructing Life, Not Just Building” เพราะสำหรับแสนสิริ บ้านไม่ใช่แค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือ ประสบการณ์การใช้ชีวิต
พลัง Ecosystem ที่คู่แข่งลอกเลียนยาก
ปัจจุบัน “แสนสิริ” มีลูกบ้านกว่า 200,000 ครอบครัว มีบริษัทในเครืออย่าง Plus (บริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์) และ LIV-24 ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ดูแลกว่า 180 โครงการ
ธุรกิจที่เข้ามาบ่มเพาะ (Incubator) จะได้มากกว่าเงินลงทุน นั่นคือ ฐานลูกค้า ทำเล ระบบหลังบ้าน เครือข่ายธนาคาร และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ สิ่งเหล่านี้คือ แต้มต่อที่ SMEs ส่วนใหญ่ไม่มี แสนสิริทำหน้าที่เป็น ”สปริงบอร์ด” ให้กับธุรกิจที่เข้ามา
ก่อนหน้านี้ แสนสิริเคยขยายไปสู่ธุรกิจโรงแรมระดับโลก หนึ่งในนั้นคือ The Manner, New York การเข้าไปพลิกโฉมสินทรัพย์ในมหานครนิวยอร์ก สะท้อนว่าแสนสิริไม่ได้คิดแค่ตลาดไทย เป้าหมายระยะยาว คือ การเป็นสปริงบอร์ดให้ธุรกิจไทยโตสู่ตลาดโลก
"การลงทุนนี้ไม่ได้มองเพียงแค่ผลกำไร แต่ต้องการสร้างโอกาสการเติบโตให้แก่ผู้ประกอบการที่มี DNA และแนวคิดเดียวกับแสนสิริ เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน"
ISG Framework สูตรเร่งโต 5-10 เท่า
ศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมถึงโมเดลความสำเร็จว่า แสนสิริ มุ่งคัดเลือกธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ (Unique Brand) พร้อมทำหน้าที่เป็น “พี่เลี้ยง” อย่างใกล้ชิดผ่านกลยุทธ์ ISG Framework (Invest, Scale, Grow) ประกอบไปด้วย "Invest" คือการลงทุนในธุรกิจระยะ Grow Stage ที่มีจุดเด่นชัด
ถัดมา “Scale” ใช้ 4 เสาหลักหนุนหลัง ตั้งแต่กลยุทธ์ การเงิน กฎหมาย ฐานลูกค้า และ “Grow” การเติบโตสู่ความยั่งยืน วาง Exit Path ชัดใน 5-7 ปี ผ่านการขายกิจการ (Private Sell) การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) เป้าหมายคือเร่งธุรกิจในพอร์ตให้เติบโต 5-10 เท่า ภายใน 3-5 ปี ในปีนี้ตั้งเป้าปิดดีลอย่างน้อย 5 ราย
“ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจากว่า 29 ธุรกิจ ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอาหาร คลินิกสัตว์ และโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมาก”
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ แสนสิริ เคยลงทุนใน Tech Startup หลายราย แต่บทเรียนสำคัญ คือ “เทคโนโลยีที่ดี อาจไม่เชื่อมกับ Core DNA เสมอไป”
ธุรกิจ Real Sector คือ สิ่งที่แสนสิริเข้าใจลึกที่สุดเพราะบริษัทคือ ผู้สร้างที่อยู่อาศัยเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค เข้าใจทำเล เข้าใจการสร้างประสบการณ์ การลงทุนรอบนี้จึงไม่ใช่การกระโดดข้ามอุตสาหกรรมแต่คือ การ “ต่อยอด” จากสิ่งที่ถนัด การตั้งเป้าเพิ่มรายได้ Non-core เป็น 25% ภายใน 4 ปี ไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน และหากทำสำเร็จ แสนสิริ จะเปลี่ยนสถานะจาก “Developer” สู่ “Communityของการใช้ชีวิต”
ในวันที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์โตไม่หวือหวา! บริษัทที่มี Ecosystem แข็งแรง จะได้เปรียบกว่า คำถามต่อไปคือ โมเดล Growth Incubator นี้ จะสร้าง S-Curve ใหม่ได้จริงหรือไม่ คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่เงิน 1,000 ล้านบาท แต่อยู่ที่ว่าแสนสิริจะสามารถเปลี่ยนจาก “ผู้สร้างบ้าน” เป็น “ผู้สร้างโอกาส” ให้ธุรกิจไทยเติบโตไกลกว่ากำแพงประเทศได้แค่ไหน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





