“แสนสิริ” สร้างปรากฏการณ์ใหม่ วางยุทธศาสตร์ต่อจิ๊กซอว์ผู้ประกอบการSME สร้าง New S-Curveผ่านการจัดตั้งกองทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท เชื่อมไลฟ์สไตล์ เสริมแกร่งธุรกิจ
อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่โจทย์เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แสนสิริ เลือกประกาศ “เกมรุก” ด้วยการจัดตั้งกองทุนวงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีศักยภาพเติบโต ปี 2569 คือปีแห่ง “การต่อเชื่อม” จากฐานทุนที่บริษัทมีอยู่ สู่การสร้าง S-curve ใหม่ นอกเหนือจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นแกนหลัก
“เราอยู่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากว่า 40 ปี เติบโตจากองค์กรเล็กๆ สู่บริษัทที่มีพนักงานกว่า 4,500 คน วันนี้เรามีทั้งเงินทุนและเครือข่ายลูกค้า การตั้งกองทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่การกระจายความเสี่ยงอย่างเดียว แต่คือการสร้างระบบนิเวศธุรกิจใหม่”
จากโรงแรมสู่กองทุนบทเรียนการขยายพอร์ต
หากย้อนกลับไปเมื่อ 7-8 ปีก่อน แสนสิริเคยประกาศขยายพอร์ตลงทุนครั้งใหญ่ และนำไปสู่การพัฒนาโรงแรมภายใต้แบรนด์ The Standard Hotels ซึ่งเป็นตัวอย่างของการต่อยอดจากอสังหาริมทรัพย์สู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์
บทเรียนครั้งนั้น ทำให้แสนสิริมองเห็นว่า อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จบแค่ “การขายบ้าน” แต่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตผู้คนโดยตรง ปัจจุบันบริษัทมีฐานลูกค้าเกือบ 200,000 ราย และมีโครงการพัฒนาแล้วกว่า 500 โครงการทั่วกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยว
อุทัย ระบุว่า ฐานข้อมูลและความสัมพันธ์กับลูกบ้าน จึงกลายเป็นแต้มต่อสำคัญ
“ลองคิดดูว่า คนอยู่บ้านต้องการอะไร ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม สุขภาพ ไปจนถึงบริการต่าง ๆ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับที่อยู่อาศัย”
ดังนั้น แสนสิริ จึงได้จัดสรรงบลงทุนราว 1,000 ล้านบาทในปี2569 เพื่อขยายพอร์ตสู่ธุรกิจใหม่ โดยโฟกัสกลุ่ม SME ที่สามารถสร้าง Synergy กับอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่อาหารและเครื่องดื่ม ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงธุรกิจสุขภาพ โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ผลตอบแทนระยะสั้น หากแต่เป็นการ “เติบโตไปด้วยกัน” บนฐานลูกค้ากว่า 200,000 ราย และโครงการสะสมกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นแพลตฟอร์มการตลาดให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงผู้บริโภคจริง
นอกเหนือจากเม็ดเงิน บริษัทพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์กว่า 40 ปี ทั้งการเงิน การบริหารความเสี่ยง และการสร้างแบรนด์ เพื่อลดอัตราการล้มเหลวของ SME ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน
ปั้น SME สร้างผลตอบแทนระยะยาว
อุทัย กล่าวต่อว่า กองทุน 1,000 ล้านบาท จะเปิดรับทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่สามารถสร้าง Synergy กลับเข้ามาในระบบของแสนสิริได้ เช่น กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม บริการ ไลฟ์สไตล์ หรือธุรกิจท่องเที่ยวแนวคิดสำคัญไม่ใช่การเก็งกำไรระยะสั้น แต่คือการร่วมสร้างการเติบโต
“เรามองผลตอบแทนระยะยาว ถ้าเขาเติบโต สเกลได้ ผลตอบแทนก็จะตามมา”
ความได้เปรียบของ “แสนสิริ” คือช่องทางสื่อสารกับลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและการบริหารชุมชน เช่น พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ที่ดูแลลูกบ้านนับแสนราย ทำให้ SME ที่เข้ามาอยู่ในพอร์ตสามารถเข้าถึงฐานผู้บริโภคได้ทันที ในด้านการบริหารความเสี่ยง
ผู้บริหาร ย้ำว่า ประสบการณ์กว่า 4 ทศวรรษ และทีมงานมืออาชีพ จะช่วยให้คำปรึกษาทั้งการเงิน การตลาด และการจัดการ เพื่อเพิ่มโอกาสความสำเร็จ ลดความเสี่ยงการล้มเหลว
เดิมพันใหม่บนฐานลูกค้าแสนราย
ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ “แสนสิริ” เลือกเดินหน้าตั้งกองทุน 1,000 ล้านบาท ไม่เพียงเพื่อกระจายการลงทุน แต่เพื่อสร้าง “เครือข่ายธุรกิจ” ที่เชื่อมโยงกับฐานลูกค้าเกือบ 200,000 ราย ในมุมของ อุทัย นี่คือการใช้ "จุดแข็ง” ที่มี สร้างโอกาสใหม่ในจังหวะที่หลายธุรกิจกำลังต้องการทุนและพันธมิตร!
Strategic Investment กระจายความเสี่ยง
เศรษฐา ทวีสิน ในฐานะอดีตผู้บริหารใหญ่ของแสนสิริ กล่าวถึงแนวคิดกองทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาทของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) แม้เขาไม่ได้มีบทบาทบริหารโดยตรง แต่ในฐานะผู้ก่อตั้งย่อมเห็นพัฒนาการขององค์กรอย่างใกล้ชิด
โดยอธิบายการตั้งกองทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาท ว่า เป็นการ “กระจายความเสี่ยง” ออกจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้านปัจจัยลบที่ถาโถม ได้แก่ โครงสร้างประชากรลดลง หนี้ครัวเรือนระดับสูง กำลังซื้อชะลอตัว สถาบันการเงินเข้มงวดสินเชื่อที่อยู่อาศัย
ด้วยฐานสินทรัพย์กว่า 150,000 ล้านบาท และกำไรปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท การกันงบ 1,000 ล้านบาท ไปยังอุตสาหกรรมใหม่ เช่น กลุ่มอาหาร จึงเป็นยุทธศาสตร์เสริมรายได้และกันชนกำไรในอนาคต
“ทุกบริษัทควรมองหาธุรกิจใหม่เพื่อเสริมรายได้ เพิ่มกำไร และลดการพึ่งพิงรายได้ทางเดียว”
ซึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายอาจครอบคลุมตั้งแต่อาหาร บริการ ไปจนถึงธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ





