ซีบีอาร์อี ชี้โรงแรมยุคใหม่ ต้องบริหารสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ เมื่อการแข่งขันสูงกว่าการฟื้นตัว หลังพบว่านักท่องเที่ยวต่างลดลง ขณะที่ห้องพักในกทม.ล้นตลาด
แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์บางกลุ่มชะลอตัวจากความระมัดระวังของนักลงทุน แต่ภาคโรงแรมยังคงเดินหน้าพัฒนา ท่ามกลางรูปแบบการเดินทางที่เปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของโรงแรมระดับอัปสเกลและลักซ์ชัวรี่ โดยเฉพาะในทำเลศูนย์กลางเมือง
ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อโรงแรมที่เปิดดำเนินการมานาน ทำให้เจ้าของต้องหันมาใช้กลยุทธ์การบริหารสินทรัพย์ที่เป็นระบบ และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและผลการดำเนินงานในระยะยาว
จาก “ทางเลือก” สู่ “กลยุทธ์หลัก”
เคียราน ชีวมงคล รองผู้อำนวยการ แผนกธุรกิจโรงแรม ซีบีอาร์อี ประเทศไทย ระบุว่าการบริหารสินทรัพย์โรงแรมไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์
“เจ้าของโรงแรมเริ่มประเมินผลการดำเนินงานถี่ขึ้น และตัดสินใจบนข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านการดำเนินงานและสภาวะตลาด พร้อมจัดลำดับความสำคัญในการลงทุนอย่างชัดเจน เพื่อให้เงินทุกบาทที่ใช้ไปตอบโจทย์ผลตอบแทนในระยะยาว”
ตัวเลขท่องเที่ยวแรงกดดันโรงแรม
แรงกดดันต่อโรงแรมที่ก่อตั้งมานาน สะท้อนผ่านสถิติการท่องเที่ยวปี 2568ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสม 32.9 ล้านคน ลดลง 7.2% จากปีก่อนหน้า
แม้นักท่องเที่ยวจากเอเชียใต้และตะวันออกกลางจะเติบโต แต่ตลาดหลักอย่างจีนกลับลดลงถึง 33.6% หลังนักท่องเที่ยวจีนกระจายตัวไปยังประเทศอื่นในเอเชียตะวันออก ส่งผลต่ออัตราการเข้าพักและรายได้ของโรงแรมในหลายพื้นที่
กรุงเทพฯ ห้องพักล้นตลาด
อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ คือการเพิ่มขึ้นของซัพพลายโรงแรมในกรุงเทพฯเฉพาะปี 2568 มีโรงแรมเปิดใหม่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจกว่า 3,000 ห้องดันจำนวนห้องพักรวมแตะกว่า 83,000 ห้อง โรงแรมระดับไฮเอนด์ที่เปิดตัวใหม่ เช่น Aman Nai Lert Bangkok, KROMO Bangkok Curio Collection by Hilton และ Grande Centre Point Lumphini ล้วนยกระดับมาตรฐานทั้งการออกแบบและการบริการ
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เจ้าของโรงแรมต้องกลับมาถามคำถามสำคัญว่า โรงแรมของตนยัง ตอบโจทย์ตลาด (Product Relevance) หรือไม่และสามารถแข่งขันได้ท่ามกลางมาตรฐานใหม่ของเครือโรงแรมระดับโลกหรือไม่
Renovation – Rebranding สร้างมูลค่า
เพื่อตอบรับการแข่งขัน เจ้าของโรงแรมจำนวนมากเริ่มเดินเกมเชิงรุกทั้งการปรับปรุงครั้งใหญ่ การเปลี่ยนแบรนด์ และการอัปเกรดประสบการณ์ผู้เข้าพัก ตัวอย่างโครงการที่สะท้อนทิศทางนี้ อาทิ
- โรงแรมนารายณ์ สีลม เตรียมกลับมาในปี 2571 ภายใต้ The Unbound Collection by Hyatt
- อนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ปรับปรุงครั้งใหญ่กว่า 1,600 ล้านบาท กลุ่มเซ็นทารา ลงทุน 1.5 หมื่นล้านบาทใน 3 ปี เพื่อรีโนเวตและขยายพอร์ต
- Centara Reserve Krabi การยกระดับแบรนด์สู่ตลาดลักซ์ชัวรี่
- ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป ปรับโฉมโรงแรมอมารี พร้อมคอนเซปต์ห้องอาหารใหม่
ซีบีอาร์อีมองว่า การพัฒนาที่ “ตรงจุด” สามารถปลุกศักยภาพสินทรัพย์เดิมให้กลับมาแข่งขันได้อีกครั้ง
บริหารด้วยข้อมูล สร้างมูลค่าได้จริง
“การผสานข้อมูลตลาด การวางแผนสินทรัพย์ และการติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดช่วยให้เจ้าของโรงแรมตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนตลอดเวลา”
แม้ตลาดยังเผชิญความท้าทาย ซีบีอาร์อีประเมินว่า ภาคโรงแรมไทยยังมีแนวโน้มเติบโตจากโครงการใหม่และการปรับปรุงครั้งใหญ่ โดยคาดว่าจะมีห้องพักเพิ่มอีกประมาณ 751 ห้องในกรุงเทพฯ ภายในสิ้นปี 2568
ซีบีอาร์อีแนะนำว่า เจ้าของโรงแรมที่ติดตามตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน สภาพสินทรัพย์ และความทันสมัยของแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ จะมีความได้เปรียบในการวางแผนลงทุนซ้ำ (Reinvestment) และสร้างมูลค่าสินทรัพย์ที่แข็งแรงในระยะยาว





