อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ บิตคอยน์: เก็บอะไรดี

มีบางคนบอกว่าการผลิตทองคำใช้พลังงานมากกว่าบิตคอยน์ อันที่จริงการผลิต “ที่ดิน” ใช้พลังงานมากกว่าด้วยซ้ำไป แต่ทำไมเรานิยมทอง และอสังหาริมทรัพย์แทนบิตคอยน์

อันที่จริงแหล่งข้อมูลแทบทั้งหมดชี้ว่าต้นทุนด้านพลังงานในการ “ขุด” บิตคอยน์นั้นสูงกว่าการขุดทองแดงหรือทองคำถึงสองเท่า (https://shorturl.at/TIlY3) เคยมีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature พบว่า การขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าออสเตรียทั้งประเทศถึง 7.8% และมากกว่าโปรตุเกสทั้งประเทศถึง 55.8% (https://shorturl.at/Ce0C5) ดังนั้น การขุดบิตคอยน์จึงมีต้นทุนสูงกว่ามาก

จากการศึกษาในรายละเอียดล่าสุด พบว่าแม้ว่าการขุด Bitcoin จะให้ผลกำไรมหาศาลจากการทำธุรกรรมครั้งเดียว แต่การกู้คืนทองคำในระดับอุตสาหกรรมแสดงให้เห็นถึงอัตรากำไรรายวันที่สูงกว่าและสม่ำเสมอกว่าอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในสถานการณ์ของเรา การกู้คืนทองคำสามารถสร้างผลกำไรได้เกือบห้าเท่าของการขุด Bitcoin โดยมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า

เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง การกระจายความเสี่ยงอาจเป็นกุญแจสำคัญ แต่ในแง่ของการดำเนินงานที่ยั่งยืน ขยายขนาดได้ และมีกำไรสูง การทำเหมืองทองคำเชิงอุตสาหกรรมโดยการนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ยังคงมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าการทำเหมืองบิตคอยน์ในปัจจุบัน (https://shorturl.at/vTwFz)

ล่าสุด ธ.ค.2568 ต้นทุนการขุดบิตคอยน์พุ่งสูงถึง 130,000 ดอลลาร์สหรัฐ จนทำให้การซื้อถูกกว่าการขุดซึ่งก่อให้เกิดต้นทุนด้านพลังงานมหาศาลของการขุด

เนื่องจากรางวัลบล็อกลดลงอย่างถาวรหลังจากการลดลงครึ่งหนึ่งในปี 2567 และค่าไฟฟ้ากลายเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ใหญ่ที่สุดเพียงอย่างเดียว (https://shorturl.at/F1wkL) ยิ่งในอนาคตรางวัลยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บิตคอยน์ที่เหลืออยู่อาจแทบไม่มีใครอยากไปขุดก็เป็นไปได้

มาดูต้นทุนอสังหาริมทรัพย์บ้าง ยกตัวอย่างสนามบินเช็กแลปกอก (Chek Lap Kok) ของฮ่องกง ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2541 มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 20 พันล้านดอลลาร์ (640,000 ล้านบาท) มีอาคารผู้โดยสารความยาว 1.3 กิโลเมตร การถมทะเลเพื่อสร้างเกาะขนาด 7,800 ไร่ เจ้าหน้าที่กล่าวว่าสนามบินแห่งนี้จะให้บริการฮ่องกงเป็นเวลา 50 ปี จนถึงปี 2591 (https://shorturl.at/gbAsu

การถมทะเลเพื่อสร้างสนามบินใหม่นี้สามารถรองรับผู้โดยสารได้มากมาย และคุ้มค่าในระยะยาวนั่นเอง จะเห็นได้ว่าการสร้างอสังหาริมทรัพย์เช่นสนามบินนี้แม้มีต้นทุนสูงมากเช่นกัน แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมากและต่อเนื่อง

มีผู้กล่าวอ้างว่าการขุดบิตคอยน์นั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการขุดทองคำ การเปรียบเทียบแบบนี้ผิดฝาผิดตัวและบิดเบือนความเป็นจริง เพราะการนำตัวเลขการใช้พลังงานดิบมาวางเทียบกันโดยไม่พิจารณาถึง “อรรถประโยชน์” และ “ผลผลิตเชิงกายภาพ” ที่ได้รับกลับมานั้น

เป็นการละเลยความจริงที่ว่า พลังงานที่ใช้ไปกับทองคำและระบบธนาคารคือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ค้ำจุนชีวิตและอารยธรรมมนุษย์ในโลกแห่งความจริง ในขณะที่พลังงานมหาศาลของบิตคอยน์ถูกใช้เพียงเพื่อรักษาความคงอยู่ของตัวเลขในระบบดิจิทัลที่ไม่มีวันจบสิ้นโดยปราศจากมูลค่าทางกายภาพใดๆ

ประโยชน์ของทองคำมีมากกว่านำมาโชว์สวมใส่ ทุกวันนี้ที่เราได้เห็นภาพกาแล็กซีอันไกลโพ้นจากกล้องโทรทัศน์เจมส์ เว็บบ์ หรือความสำเร็จของยานมาร์สโรเวอร์บนดาวอังคาร

ทั้งหมดนั้นมีทองคำเป็นเกราะเคลือบกระจกและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพียงชนิดเดียวในจักรวาลที่สามารถสะท้อนรังสีความร้อนอันมหาศาลและป้องกันการกัดกร่อนในอวกาศได้อย่างสมบูรณ์แบบ 

หากไม่มีทองคำ มนุษย์คงไม่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปเพื่อสร้างระบบ GPS หรืออินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโลกทั้งใบเข้าด้วยกันได้เลย ไฟฟ้าทุกวัตต์ที่ใช้ขุดทองจึงเป็นการจ่ายเพื่อขยายขอบเขตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปสู่ดวงดาวนั่นเอง

ขณะที่คนหลายพันล้านคนใช้สมาร์ทโฟน ทองคำขนาดจิ๋วซ่อนตัวอยู่ใน iPhone หรือชิปประมวลผล AI มีเส้นลวดทองคำขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่เป็นทางเดินของข้อมูลที่รวดเร็วและเสถียรที่สุด ทองคำคือ แร่ธาตุชนิดเดียวในตารางธาตุที่คงที่ ในขณะที่เงินหรือทองแดงจะเกิดสนิมและผุกร่อนไปตามกาลเวลา

แต่ทองคำจะยังคงนำไฟฟ้าได้อย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่ไหวติงต่อสภาพอากาศ หากไม่มีทองคำ โลกดิจิทัลที่เราใช้กันอยู่ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะไม่มีธาตุใดในจักรวาลจะทำหน้าที่แทนมันได้ดีเท่านี้อีกแล้ว

ทองคำยังเป็น “ผู้ช่วยชีวิต” ในวินาทีชี้เป็นชี้ตาย ในห้องผ่าตัด เครื่องกระตุกหัวใจ (Pacemaker) ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อหลายทศวรรษก่อน ทองคำได้ทำหน้าที่ส่งกระแสไฟฟ้าเข้าสู่หัวใจเพื่อต่อลมหายใจให้คนไข้นับล้านๆ โดยที่พวกเขาไม่เคยรู้ตัว

ในการรักษาโรคมะเร็ง อนุภาคทองคำระดับนาโนคือ อาวุธลับที่ใช้ส่งยาเข้าทำลายเซลล์ร้ายได้อย่างแม่นยำ หรือแม้แต่ในช่องปาก ทองคำคือวัสดุที่เข้ากับเนื้อเยื่อมนุษย์ได้ดีที่สุดในการบูรณะฟัน

ในระบบธนาคารที่ถูกโจมตีว่าใช้ไฟมหาศาลนั้นไม่ใช่เพียงตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่มันคือ พลังงานที่หล่อเลี้ยง “อาณาจักรแห่งความเชื่อมั่น” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ พลังงานเหล่านี้คือ แสงไฟและระบบความปลอดภัยในธนาคารกว่าหลายล้านสาขาทั่วโลกตั้งแต่เช้ายันค่ำ คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนรถหุ้มเกราะขนส่งเงินสดนับหมื่นคันที่วิ่งกระจายความมั่งคั่งไปทุกหัวระแหง

มันคือไฟฟ้าที่หล่อเลี้ยงศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ระดับ Tier 4 ขนาดนับล้านตารางฟุตที่เป็นดั่งสมองกล คอยตรวจสอบและประมวลผลธุรกรรมนับหมื่นล้านรายการต่อวัน เพื่อให้เงินออมของคน 8,000 ล้านคนยังคงปลอดภัย

สุดท้ายแล้ว การเปรียบเทียบว่าบิตคอยน์ใช้ไฟน้อยกว่าจึงเป็นเพียงเรื่องหลอกเด็ก เพราะทองคำที่ขุดขึ้นมาเมื่อ 40,000 ปีที่แล้ว วันนี้มันยังคงทำหน้าที่ได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะอยู่ในเครื่องช่วยหายใจ ในดาวเทียม หรือในกระเป๋ากางเกงของของคุณ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องจ่ายไฟฟ้าเพิ่มแม้แต่วัตต์เดียวเพื่อรักษา “ตัวตน” ของมันไว้ มันคือการลงทุนครั้งเดียวที่รับใช้อารยธรรมไปชั่วกาลนาน

แต่บิตคอยน์คือ “หลุมดำทางพลังงาน” ที่ยิ่งเวลาผ่านไป ยิ่งต้องถมไฟฟ้าเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อจะรักษาสิ่งที่ไม่เคยสร้าง “คุณค่าทางกายภาพ” ใดๆ ให้กับโลกใบนี้เลย พลังงานที่เสียไปกับบิตคอยน์คือพลังงานที่สูญเปล่าเมื่อเทียบกับทองคำที่ยังคงทำหน้าที่เป็น “กระดูกสันหลังแห่งนิรันดร์” ที่คอยค้ำจุนทุกชีวิต ตั้งแต่ก้นบึ้งของหัวใจผู้ป่วยไปจนถึงสุดขอบจักรวาล

ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ในค่ายผู้อพยพในสงครามเวียดนาม เขาใช้ทองคำในการแลกซื้อสิ่งของ ในสงครามใหญ่ๆ อริราชศัตรูจากกวาดต้อนผู้คนไปได้ แต่อสังหาริมทรัพย์ไม่อาจยกไปได้ แต่ถ้ามีสงครามจริง ไม่มีไฟฟ้าบิตคอยน์ก็ดับนั่นเอง

เลิกเล่นบิตคอยน์ ลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่าที่แท้ดีกว่า