วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

‘คลัง’ จ่อทบทวนเกณฑ์ ‘TISA’ แก้ปมบิดเบือนตลาด จูงใจออมยาว

‘คลัง’ จ่อทบทวนเกณฑ์ ‘TISA’ แก้ปมบิดเบือนตลาด จูงใจออมยาว

“คลัง” ทบทวนเกณฑ์ “TISA” ยันตัวคูณ 0.7 และ 1.3 เท่า และเกณฑ์รายได้ ยังเป็นตัวเลขสมมติ ย้ำหลักการจูงใจออมระยะยาว และมีความยืดหยุ่น กำหนดเพดานใหม่ รวมลดหย่อนลงทุนเป็น 8 แสน พร้อมกลไกให้ค้ำประกันหลักทรัพย์เพิ่มสภาพคล่อง คาดชงเข้า ครม.ภายใน ธ.ค. พร้อมเริ่มบังคับใช้ปีภาษี 69

วันที่ 11 ธ.ค.2568 ที่กระทรวงการคลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการสร้างความมั่นคงทางการเงิน และการออม (เสาหลักที่ 4) ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย และปานกลางที่ยังไม่มีหลักประกันหลังเกษียณ โดยหัวใจสำคัญคือการปรับโครงสร้างแรงจูงใจทางภาษีผ่านบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนระยะยาวรูปแบบใหม่ หรือ TISA

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะเป็นการแก้ไขปัญหาในอดีตที่มาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) หรือแม้แต่กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ที่มักเป็นมาตรการชั่วคราวที่มีการเสนอต่ออายุทุก 3-5 ปี ซึ่งสร้างความไม่แน่นอน และทำให้เกิดการบิดเบือนตลาด

"ที่ผ่านมาเราให้แรงจูงใจผิดทาง การให้ลดหย่อนภาษีแบบชั่วคราวทำให้เกิดการบิดเบือน พอใกล้ครบกำหนด 5 ปี คนก็กลัวตลาดหุ้นพัง ต้องมาขอต่ออายุเรื่อยๆ กลายเป็นการบิดเบือนซ้ำซ้อน ผลลัพธ์คือ คนที่ซื้อกองทุนเหล่านี้ ขาดทุนกัน 25-30% เพราะเป็นการซื้อด้วยแรงจูงใจทางภาษี ไม่ใช่การลงทุนที่แท้จริง โดยรัฐเองก็สูญเสียรายได้ภาษีกว่า 4 หมื่นล้านบาท" นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ระบุว่า จะมีการหารือเรื่องการให้แต้มต่อสำหรับการลงทุนตามเงื่อนไข อาทิ ลงทุนในกองทุน ESG หักลดหย่อนได้ 1.2 เท่า เบื้องต้นเรื่อง TISA  มีการหารือกันใน ครม. เศรษฐกิจ คือ การวางกรอบกว้างๆ ส่วนรายละเอียด และเงื่อนไขต่างๆ พร้อมรับฟัง และปรับปรุงเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็นธรรม ไม่ได้เจตนาจะทำให้ใครเสียประโยชน์ แต่ต้องการกระจายเม็ดเงินสู่คนตัวเล็กตัวน้อยให้มีแรงจูงใจในการออมมากขึ้น

ทั้งนี้หลักการสำคัญของ TISA จะเป็นมาตรการระยะยาวถาวร เพื่อให้ประชาชนวางแผนการออมได้ต่อเนื่อง โดยรวมวงเงินลดหย่อนภาษีทั้งหมดให้อยู่ภายใต้เพดาน 800,000 บาท ซึ่งครอบคลุมทั้งกองทุนรวม หุ้นไทย ประกันบำนาญ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) และสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อความยืดหยุ่น

โดยจะมีการยกเลิกเงื่อนไขเดิมที่จำกัดการซื้อกองทุนไว้ที่ไม่เกิน 30% ของรายได้ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยที่มีวินัยการออมสามารถออมได้เต็มที่โดยไม่ติดข้อจำกัดของฐานเงินเดือน รวมทั้งการออกพันธบัตรออมพลัส เปิดให้ประชาชนทั่วไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชันให้ซื้อได้ทุกเดือน และขายคืนได้ตลอดเวลาเพื่อสภาพคล่อง นอกจากนี้ TISA ยังสามารถนำไปเป็นหลักประกันเพื่อเงินกู้ได้ 

"การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นจะแก้ไขโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของประเทศ โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาทางการเมือง แต่ต้องการวางรากฐานให้คนไทยมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว เราไม่ได้เจตนาจะทำให้ใครเสียประโยชน์ แต่ต้องการกระจายโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อย และหยุดวงจรการบิดเบือนในอดีต ผมพร้อมรับฟังทุกความเห็นเพื่อปรับปรุงรายละเอียดให้ดีที่สุด ก่อนนำเสนอเข้า ครม. ต่อไปภายในเดือนธ.ค. เพื่อให้มีผลบังคับใช้ปีภาษี 2569" นายเอกนิติ กล่าว

เพิ่มความยืดหยุ่น จัดพอร์ตตามความเสี่ยง

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า อัตราการออมต่อ GDP ของไทยลดลงต่อเนื่องจาก 27% เหลือ 25% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สวนทางกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ แนวคิดใหม่ของการออมผ่าน TISA จะเปลี่ยนจากเดิมที่รัฐกำหนดรูปแบบการลดหย่อนภาษีที่ตายตัว ผ่านกองทุนรวมประเภทต่างๆ มาเป็นการเปิดกว้างให้ผู้ลงทุนสามารถเลือกผสมผสานสินทรัพย์ (Asset Class) ได้เอง ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือกองทุนรวม โดยสามารถปรับเปลี่ยนพอร์ตได้ตามความเหมาะสมของช่วงวัยและความเสี่ยงที่รับได้

นายเบญจรงค์ กล่าวถึงประเด็นเรื่องเกณฑ์การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะแบ่งตามเกณฑ์รายได้ 1.5 ล้านบาทต่อปี หากมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์สามารถหักลดหย่อนได้ 1.3 เท่า หากสูงกว่าจะหักลดหย่อนได้ 0.7 ว่า ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงตุ๊กตาโมเดลหนึ่งจากการวิจัย โดยทางกระทรวงการคลังได้รับฟังความคิดเห็นและพร้อมนำไปทบทวนเพื่อหาจุดสมดุลที่สุด

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิดนี้ ผู้ลงทุนสามารถเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการได้เอง ไม่จำกัดแค่กองทุนรวม แต่สามารถซื้อหุ้นรายตัว ภายใต้เกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดได้

“ในกรณีหากถือหุ้นตัวใดแล้วรู้สึกไม่ใช่ หรือต้องการเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน ก็สามารถสลับไปซื้อตัวอื่น หรือเปลี่ยนกลับไปซื้อกองทุนรวมได้ในวงเงินเดียวกัน โดยไม่ต้องถูกล็อกเหมือนอดีต ขอเพียงถือครองในระยะเวลาที่กำหนด”

โดยมาตรการลดหย่อนภาษีเดิม อาทิ ThaiESG ถูกออกแบบมาให้มีการลดวงเงินสิทธิประโยชน์ลงเป็นขั้นบันได โดยปี 2569 วงเงินลดหย่อนจะเหลือ 300,000 บาท ปี 2570-2575 จะเหลือ 100,000 บาท และ ปี 2576 จะครบกำหนดและไม่สามารถหักลดหย่อนได้ 

ขณะที่ภายใต้ TISA จะกำหนดเพดานวงเงินลดหย่อนไว้ตายตัวที่ 800,000 บาท โดยผู้ลงทุนสามารถเลือกสินทรัพย์ที่ต้องการได้เอง ไม่จำกัดแค่กองทุนรวม แต่สามารถซื้อหุ้นรายตัว ภายใต้เกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนดได้

“ในกรณีหากถือหุ้นตัวใดแล้วรู้สึกไม่ใช่ หรือต้องการเปลี่ยนพอร์ตการลงทุน ก็สามารถสลับไปซื้อตัวอื่น หรือเปลี่ยนกลับไปซื้อกองทุนรวมได้ในวงเงินเดียวกัน โดยไม่ต้องถูกล็อกเหมือนอดีต ขอเพียงถือครองในระยะเวลาที่กำหนด”

นอกจากกรอบวงเงินลดหย่อนภาษีรวมไว้ที่ 800,000 บาท แล้วยังมีมาตรการออมเพิ่มเติมอีก วงเงิน 200,000 บาทต่อปี ซึ่งแยกส่วนจากการลดหย่อนภาษีเงินได้ โดยวงเงินส่วนนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ในการยกเว้นภาษีจากผลตอบแทน เช่น เงินปันผล ดอกเบี้ย และ Capital Gains

นายวินิจ กล่าวว่า มาตรการนี้ออกมาเพื่อแก้ข้อกฎหมายเดิม มาตรา 40 (4) ที่กำหนดว่าหากบุตรที่อายุต่ำกว่า 20 ปีมีรายได้จากเงินปันผล จะต้องนำไปรวมคำนวณภาษีกับพ่อแม่ ทำให้พ่อแม่ไม่กล้าโอนหุ้นหรือออมในชื่อลูก แต่มาตรการใหม่นี้จะเปิดให้พ่อแม่สามารถซื้อหุ้นหรือฝากเงินให้ลูกได้โดยได้รับยกเว้นภาษีจากดอกเบี้ยและเงินปันผลทั้งหมด

เชื่อเกณฑ์ TISA ข้อเสนอดีที่สุด

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. ได้ศึกษารูปแบบ TISA โดยเทียบเคียงกับโมเดลในต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งปรับปรุงให้ดีขึ้นสำหรับโมเดลของไทยภายใต้การสนับสนุนของกระทรวงการคลังในด้านการลดหย่อนภาษี เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดีให้คนไทย

โดย TISA จะเป็นมาตรการถาวร เพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนที่เกิดจากการต้องคอยต่ออายุมาตรการภาษี รวมวงเงินลดหย่อนภาษีทั้งหมดไว้ภายใต้เพดาน 800,000 บาท และที่สำคัญคือจะยกเลิกเงื่อนไขเพดาน 30% ของรายได้ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีรายได้ไม่สูงแต่มีวินัยการออม สามารถออมได้เต็มที่โดยไม่ติดขัดข้อจำกัดทางบัญชี

นอกจากนี้ ยังสามารถซื้อหุ้นรายตัวได้ ภายใต้ TISA ประชาชนสามารถลงทุนตรงในหุ้นที่มีคุณภาพ เช่น มีคะแนน ESG สูง หรือธรรมาภิบาลดี โดยสามารถซื้อผ่านโบรกเกอร์ได้ โดยไม่ต้องผ่านกองทุนรวมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องถือครองระยะยาวตามเงื่อนไขถึงอายุ 55 ปีและอย่างน้อย 5 ปี

ทั้งนี้ เพื่อจูงใจให้ออมยาวโดยไม่กังวลเรื่องสภาพคล่อง จะมีกลไกอนุญาตให้นำพอร์ตการลงทุนนี้ไปวางเป็นหลักประกันเงินกู้ได้ในยามฉุกเฉินได้ไม่เกิน 25% ของมูลค่าหลักทรัพย์ แทนที่จะต้องถอนเงินออมออกมาใช้

หนุนประกันบำนาญ เว้นอาการแสตมป์

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของภาคประกันภัย จะเน้นการสร้างหลักประกันและความคุ้มครองที่เข้าถึงง่ายขึ้น และส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณ โดยจะมีการแก้กฎหมายอากรแสตมป์การซื้อประกันภัยรายย่อย (Micro Insurance) เพื่อให้ประชาชนรากหญ้าเข้าถึงประกันภัยได้จริง

รวมทั้ง ประกันชีวิตแบบบำนาญจะเป็นส่วนหนึ่งของตัวเลือกในวงเงิน TISA เพื่อกระตุ้นให้คนไทยที่มีกรมธรรม์บำนาญเพียง 3% ของเบี้ยประกันชีวิตทั้งหมด หันมาออมเพื่อเกษียณมากขึ้น

นอกจากนี้ คปภ. ได้ปรับปรุงเกณฑ์การดำรงเงินกองทุนตามความเสี่ยง (Risk Charge) สำหรับการลงทุนในตราสารทุน จากเดิม 25% เหลือ 18% ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจริง การปรับลดนี้จะช่วยให้บริษัทประกันสามารถลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้มากขึ้น คาดว่าจะช่วยเติมเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี

ออกพันธบัตร 1,000 ล้านต่อเดือน

นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า ปัจจุบันโครงสร้างผู้ถือพันธบัตรรัฐบาล 95% เป็นนักลงทุนสถาบัน โดยมีเพียง 5% เท่านั้นที่เป็นประชาชนรายย่อย หรือประมาณ 170,000 ราย ซึ่งในจำนวนรายย่อยนี้ ส่วนใหญ่เกือบ 60% เป็นกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนคนรุ่นใหม่หรือวัยทำงานมีสัดส่วนไม่ถึง 30% ทางกระทรวงการคลังจึงต้องการพัฒนาช่องทางให้คนทุกช่วงวัยเข้าถึงพันธบัตรได้ง่ายขึ้น

โดย สบน. พัฒนาพันธบัตรรูปแบบใหม่ กำหนดวงเงินซื้อขั้นต่ำเริ่มต้น 1,000 บาท และไม่มีขั้นสูง เพื่อเป็นการทดลองตลาดและเปิดโอกาสให้รายย่อยเข้าถึงได้ง่าย โดยจะมีการจัดสรรแบบ Small Lot First ให้ผู้จองซื้อทุกรายมีสิทธิได้รับพันธบัตร

ทั้งนี้ พันธบัตรออมพลัสจะแก้ปัญหาเดิมที่พันธบัตรมักจะขายคืนลำบาก โดยให้สามารถขายคืนเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายผ่านแอปพลิเคชัน Streaming หรือเว็บไซต์ ทำให้มีสภาพคล่องสูง

นอกจากนี้ จะเปลี่ยนจากเดิมที่เปิดขายเป็นรอบมาเป็นการเปิดขายทุกเดือนในปี 2569 ตั้งแต่ม.ค.-ธ.ค.2569 โดยตั้งวงเงินไว้อย่างน้อยเดือนละ 1,000 ล้านบาท เพื่อให้ประชาชนออมได้สม่ำเสมอ ผ่านช่องทางหลากหลาย ซื้อได้ทั้งผ่านเคาน์เตอร์ธนาคารพาณิชย์ บริษัทหลักทรัพย์ ช่องทางออนไลน์ และแอปพลิเคชัน Streaming

สำหรับอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจะมีการประกาศรายละเอียดอีกครั้งในช่วงเดือนม.ค.2569 และช่องทางการซื้อขายบนแอป Streaming จะเริ่มใช้งานได้ในเดือน ก.ค.2569

“โดยสบน. ต้องการรักษาฐานลูกค้าเดิม ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่เป็นคนรุ่นใหม่และวัยทำงานให้หันมาออมเงินผ่านความมั่นคงของรัฐบาลมากขึ้น”