วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

รัฐบาลเล็งออกแพ็กเกจช่วยประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ หลังสถานการณ์ไทย-กัมพูชายืดเยื้อ

รัฐบาลเล็งออกแพ็กเกจช่วยประคองธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ หลังสถานการณ์ไทย-กัมพูชายืดเยื้อ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.68 ที่ผ่านมา ได้มีการหารือเรื่องผลกระทบจากทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์สู้รบชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีการยกระดับสถานการณ์มากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยที่ได้รับผลกระทบซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมหลังจากมีการหารือกับตัวแทนภาคเอกชนแล้วนั้น ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจได้ขอให้มีการนำกลับไปทบทวน และปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันที่ยกระดับความรุนแรงมากขึ้น 

รวมทั้งมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมผลการดำเนินการ และจัดทำมาตรการเพิ่มเติมตามความเหมาะสมเพื่อช่วยเหลือ และบรรเทาผลกระทบที่ผู้ประกอบการไทยได้รับจากสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และรายงานความคืบหน้าของการดำเนินการดังกล่าวให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจรับทราบก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบตามลำดับต่อไป

ทั้งนี้ในส่วนของผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคเอกชนไทยในกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศได้รายงานว่าภาคเอกชนนั้น ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศ ได้ประเมินข้อมูลเชิงลึกจากสถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นจากภาคเอกชนไทยในกัมพูชาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีผู้แทนจากสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา สมาคมธุรกิจไทยในกัมพูชา หอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนหอการค้าประจำ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

รวมถึงผู้แทนภาคธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ทั้งการเงิน และการธนาคาร เกษตร และปศุสัตว์ พลังงาน ก่อสร้าง กิจการค้าปลีกค้าส่ง สายการบิน บริการ ท่องเที่ยว โรงพยาบาล ขนส่ง และโลจิสติกส์ ธนาคารเพื่อการส่งออก และนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และหน่วยงานภาครัฐ ทั้ง กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง ได้มีการสรุปปัญหาในส่วนที่เกิดผลกระทบหลายด้านดังนี้

เปิดผลกระทบธุรกิจไทยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

1.การปิดจุดผ่านแดนระหว่างไทย - กัมพูชา ได้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในกัมพูชา และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญในภูมิภาค จึงต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการขนส่งสินค้าจากทางบกเป็นทางเรือ ซึ่งได้เพิ่มต้นทุน และเวลาในการขนส่ง รวมถึงลดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ส่งผลให้ธุรกิจโลจิสติกส์มีรายได้ลดลง และธุรกิจวัสดุก่อสร้างเผชิญปัญหา เนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ และต้องนำเข้าวัตถุดิบจากเวียดนามแทน

2.มาตรการของรัฐบาลกัมพูชาที่ห้ามผัก ผลไม้ และน้ำมันจากไทย และการรณรงค์ต่อต้านสินค้าไทยได้สร้างแรงกดดันให้แก่ภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ส่งผลให้จำนวนลูกค้า และรายได้ลดลง รวมถึงการชะลอหรือยกเลิกคำสั่งซื้อ รวมถึงยุติสัญญาธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก และธุรกิจบริการ

3.ภาคเอกชนไทยในกัมพูชาได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจโดยเปลี่ยนชื่อ และตราสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตี ในขณะเดียวกันนักลงทุนไทยจำนวนมากได้ชะลอแผนการลงทุนใหม่หรือย้ายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สินค้า และบริการจากประเทศอื่นเข้ามาแทนที่สินค้าไทยมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคในกัมพูชาถูกปรับเปลี่ยนไป และทำให้สินค้าไทยสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว

เอกชนชง 5 ข้อเสนอ 

ทั้งนี้ภาคเอกชนได้มีข้อเสนอแนะในการแก้ไข และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 5 ข้อได้แก่

1.การให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น การสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) การเพิ่มวงเงินสินเชื่อระยะสั้น การลดภาษีท้องถิ่น และภาษีที่ดิน ภาษีป้าย การลดอัตราการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม การจ่ายเงินชดเชยผู้ว่างงาน การชะลอการเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (400 บาทต่อวัน) ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย - กัมพูชา รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือค่าขนส่งเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ผู้ประกอบการ การสนับสนุนการพัฒนาทักษะแรงงาน (อัปสกิล & รีสกิล) และการสนับสนุนค่าสาธารณูปโภคให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อช่วยประคับประคองธุรกิจ และการจ้างงานต่อไปได้จนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

2.ความช่วยเหลือด้านการตลาด เสนอให้ภาครัฐพิจารณาแก้ไขผลกระทบจากกระแสสังคมเชิงลบที่เกิดขึ้นในกัมพูชาผ่านกระบวนการ และกลไกทางการทูต และการสื่อสารเชิงบวก เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ และสร้างบรรยากาศความเข้าใจระหว่างประชาชน เพื่อเรียกคืนความนิยมของสินค้าไทยในกัมพูชาต่อไปในระยะยาว

3.การอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การขนส่งสินค้า เสนอให้ภาครัฐพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนทางบกบางจุดให้มีการนำเข้าสินค้าจำเป็นเป็นกรณีพิพิเศษ พร้อมวางมาตรการตรวจสอบ และอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการด้านโลจิสจิสติกส์

4.การให้ข้อมูล และความรู้ โดยขอให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทราบถึงสถานการณ์ความปลอดภัยในพื้นที่ ที่ไม่ได้มีการสู้รบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคการท่องเที่ยว

และ 5.การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขอให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาให้กลไกคณะกรรมการร่วมทางการค้า (Joint Trade Committee: JTC) หรือกลไกอื่นๆ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ และสร้างบรรยากาศความร่วมมือเชิงบวก และเสนอให้รัฐบาลพิจารณาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อให้ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชากลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ตลอดจนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อไป

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์