วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เบื้องลึก ครม.ถกเข้มงบฯมาตรา 28 ปิดช่องแจกเงินอุดหนุน หลังหนี้คงค้างกว่า 1.13 ล้านล้าน

เบื้องลึก ครม.ถกเข้มงบฯมาตรา 28  ปิดช่องแจกเงินอุดหนุน หลังหนี้คงค้างกว่า 1.13 ล้านล้าน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (9 ธ.ค.) ได้มีการหารือแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 โดยมีการเน้นย้ำและทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติเรื่องการใช้งบประมาณตามมาตรา 28 เพื่อควบคุมความเข้มงวดในการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ ทั้งนี้ แม้กรอบเพดานหนี้มีอยู่ 32% แต่ปัจจุบันเหลือพื้นที่ที่สามารถใช้ดำเนินการอุดหนุนโดยตรงได้เพียงประมาณ 3% เท่านั้น

"การทำความเข้าใจกับมาตรา 28 เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการแทรกแซงตลาดโดยตรง หรือเงินอุดหนุนที่ให้เปล่าที่เป็นสิ่งที่จะสร้างภาระการคลังในอนาคตมากขึ้น" นายสิริพงศ์ กล่าว

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่ากระทรวงการคลัง ได้รายงานให้ ครม.รับทราบว่าปัจจุบันภาระทางการคลังฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยมีสาเหตุสำคัญมาจากการอนุมัติโครงการใหม่ในระดับสูง เมื่อเทียบกับการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยด่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการให้กับหน่วยงานของรัฐ

โดยในปีงบประมาณ 2567 – 2568 เพิ่มขึ้นจากการอนุมัติโครงการใหม่จำนวน 145,437 ล้านบาท และ 160,127 ล้านบาทตามลำดับในขณะที่รัฐบาลมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินโครงการให้กับหน่วยงานของรัฐ จำนวน 79,282 ล้านบาท  และ 76,917 ล้านบาท ตามลำดับ หรือคิดคิดเป็น 2.2% และ 1.94% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

ตามลำดับ ส่วนในปีงบประมาณ 2569 มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยให้กับหน่วยงานของรัฐ จำนวน58,249 ล้านบาท คิดเป็น 1.54% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่งผลให้ยอออดคงค้างของภาระทางการคลังฯ เพิ่มขึ้นจาก  1,004,391ล้านบาท ณ สิ้นปึงประมาณ 2566 เป็น 1,133,751 ล้านบาท ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568

ทั้งนี้ ภาระทางการคลังฯ ส่วนใหญ่มาจากโครงการที่มีลักษณะเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่าแก่เกษตรกรผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และไม่ได้ช่วยสนับสนุน -การยกระดับผลิตภาพการผลิตของภาคการเกษตร ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 ได้มีมติกำหนดเป็นหลักการว่าให้ทุกหน่วยงานหลีกเลี้ยงการดำเนินการในลักษณะการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกร

โครงการอุดหนุนแบบให้เปล่าใช้งบฯพุ่ง

อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติรัฐบาลยังมีการอนุมัติโครงการลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2567 - 2568 มีการอนุมัติโครงการที่มีลักษณะเป็นการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่า จำนวน 93,830 ล้านบาท และ 89,103  ล้านบาท ตามลำดับยอดคงค้างของภาระทางการคลังฯ ในส่วนที่เป็นต้นเงินของโครงการที่มีลักษณะ เป็นการให้เงินอุดหนุนแบบให้เปล่า ณ สิ้นปีงประมาณ 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 806,803 ล้านบาท คิดเป็น 71.16% ของภาระทางการคลังฯ ทั้งหมด และคิดเป็นประมาณ 30% ของขนาดสินทรัพย์ ของ ธ.ก.ส.

ทั้งนี้ ยอดต้นเงินคงค้างของโครงการดังกล่าวที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้รู้บาลจำเป็นต้องต้องชดเชยต้นทุนเงินเพิ่มเติมอีกประมาณ 17,000 - 18,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อลดความเสี่ยงด้านสภาพคล่องให้กับ ธ.ก.ส.

ทั้งนี้หากวิเคราะห์ความเสี่ยงในระยะปานกลาง พบว่ากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีในระยะปานกลางตามแผนการคลังระยะปานกลางฯ จะขยายตัวในระดับต่ำที่ประมาณ 0.8% ต่อปี ส่งผลให้กรอบเพดานภาระทางการคลังฯ ขยายตัวในระดับต่ำด้วย

นอกจากนี้ ยังส่งส่งผลให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลังในการจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนภาระทางการคลังฯ อย่างจำกัด ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องกำหนดแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตาม 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 เพิ่มเติม เพื่อควบคุมยอดคงค้างของภาระทางการคลังฯ ให้อยู่ภายใต้กรอบเพดานที่32%  ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีในระยะปานกลาง ซึ่งจะเอื้อต่อการพิจารณาปรับลดกรอบเพดานให้กลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  ที่ 30% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ในระยะยาวต่อไป

ครมไฟเขียววางเกณฑ์ขอใช้เงิน ม.28 

สำหรับหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯเพื่อให้การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ที่ได้รับ ความคุ้มค่า ภาระการเงินการคลังที่เกิดขึ้นแก่รัฐ รวมถึงความเสี่ยง และความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐอย่างรอบคอบ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ จึงเห็นควรเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์และแนวทางการขออนุมัติดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ดังนี้

1.เป็นการดำเนินการที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย และอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐที่ได้รับมอบหมายนั้น และ

 2.เป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือเพื่อช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยหรือการก่อวินาศกรรม และ

3.เป็นการดำเนินการที่ไม่สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณตามปกติ รวมถึงไม่สามารถขอรับจัดสรรงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นได้ และเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มีลักษณะเป็นการมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐให้เงินอุดหนุน ช่วยเหลือ ชดเชย หรือประกันราคาสินค้าเกษตรโดยตรงแก่เกษตรกรตามนัยมติ ครม.หรือเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกันสำหรับสินค้าหรือกิจกรรมใดๆให้กับผู้ประกอบการ หรือประชาชนโดยตรง

สภาพัฒน์หนุนคุมยอดคงค้างหนี้ม.28 

ด้านสภาสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)พิจารณาแล้ว เห็นควรให้ความเห็นชอบแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เพื่อควบคุมยอดคงค้างของภาระทางการคลังจากการดำเนิน โครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ในระยะปานกลาง ให้อยู่ภายใต้กรอบเพดานที่ 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี

อย่างไรก็ดี สำนักงานฯ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า ควรกำหนดให้มีการประเมินผลการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯหลังจากดำเนินการแล้วเสร็จ เพื่อประเมินความคุ้มค่า โดยการวิเคราะห์เปรียบเทียบประโยชน์จากการดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการกับภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจริง เพื่อลดความเสียงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่การเงินการคลังของรัฐ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐด้วย