ปะทะรุนแรงระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณแนวชายแดนหลายจุดตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.2568 โดยเริ่มจากพื้นที่ “ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน” จ.ศรีสะเกษ ก่อนลุกลามไปยัง “ช่องอานม้า-ช่องบก” จ.อุบลราชธานี รัฐบาลไทยได้เร่งอพยพประชาชนจาก 4 จังหวัดชายแดนหลายหมื่นคนออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย
เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำความตึงเครียดถึง ข้อตกลงหยุดยิง ที่ลงนามเมื่อเดือนต.ค.2568 ถูกสั่นคลอนจากความรุนแรงครั้งใหม่ระหว่าง 2 ฝ่าย
รวมถึงด้านการเจรจาทางการค้า USTR กับไทย ถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้านี้สหรัฐเคย “พัก” การพูดคุยเรื่องภาษีนำเข้าโดยอิงกับความคืบหน้าในการยุติความขัดแย้งชายแดน ขณะที่รัฐบาลไทยยืนยันว่าการเจรจาภาษีควรแยกจากประเด็นความมั่นคงชายแดน และจะเดินหน้าต่อโดยไม่ให้ปัญหาด้านความสัมพันธ์กับกัมพูชามาสะดุด
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณ "ชายแดนไทย-กัมพูชา" ที่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้งว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดน และการใช้ชีวิตของคนในพื้นที่อย่างหนัก
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ และยั่วยุอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะการกระทำที่ผิดต่อสนธิสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง นั่นคือการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ การยั่วยุอย่างต่อเนื่องนี้รวมถึงการวางกับระเบิดในเขตประเทศ ทำให้ทหารไทยต้องสูญเสีย
โดยกระทรวงการต่างประเทศได้นำเอาหลักฐานที่ชัดเจนไปชี้แจงล่าสุด โดยเฉพาะหลักฐานที่ได้จากโทรศัพท์มือถือที่ยึดได้จากทหารกัมพูชาในการรบครั้งแรกๆ โดยหลักฐานดังกล่าวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายสร้างสถานการณ์ และมีการบันทึกการสาธิตหรือโชว์การวางระเบิดไว้ในเครื่อง ทำให้ผู้แทนของกัมพูชาที่เข้าร่วมประชุมแสดงความตกใจ และพยายามคัดค้านไม่ให้มีการนำเสนอ
ทั้งนี้ หลังจากการนำเสนอหลักฐานไม่กี่วัน ก็เกิดเหตุการณ์ที่ทางกัมพูชาใช้เครื่องยิงต่างๆ ยิงเข้ามาที่ฐานของไทย ซึ่งทำให้มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บ และมีการปะทะด้วยปืนเล็ก และมีการปะทะด้วยปืนต่อต้านที่มีศักยภาพการทำลายที่รุนแรงขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธ.ค.2568 ด้วยเหตุนี้ ในช่วงเช้า กองทัพอากาศจึงได้ส่งเครื่องบิน F16 ไปทิ้งระเบิด ในจุดเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ที่เป็นแหล่งซ่องสุม หรือมีการติดตั้งอาวุธร้ายแรงที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย
นายเกรียงไกร กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งนี้ส่งผลกระทบต่อเรื่องที่สหรัฐเคยใช้เป็นเงื่อนไขผูกติดไว้ ซึ่งในปัจจุบัน สหรัฐ โดย USTR ได้มีจดหมายอย่างเป็นทางการมายังประเทศไทย เพื่อขอให้ "หยุดกระบวนการเจรจา" กับสหรัฐ ผ่าน USCR ไปก่อน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสหรัฐ ยังคงเอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขอยู่ สถานะของการเจรจาจึงเท่าเดิม คือหยุดไว้ และไม่มีการเจรจาเพิ่มเติม ดังนั้น ประเทศไทยต้องชี้แจง และทำความเข้าใจกับสหรัฐ โดยยืนยันถึงหลักฐานที่มีอยู่ว่าค่อนข้างชัดเจน ดังนั้น ตอนนี้อาจจะต้องรอดูท่าทีของสหรัฐ อีกครั้งในเรื่องของการเจรจาภาษี
สำหรับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่ชัดเจนที่สุดคือ การปะทะชายแดนได้นำไปสู่การอพยพผู้คนชาวไทยออกนอกพื้นที่หลายแสนคน ในหลายจังหวัดที่มีเขตชายแดนติดต่อกัน เพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งการอพยพนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชายแดนเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ปัจจุบันตัวเลขการซื้อขาย และการค้าขายกับชายแดนกัมพูชาลดลงเหลือเพียง 0.5% ซึ่งนั่นหมายความว่าการค้าขายได้หายไปถึง 99.5% อีกทั้ง ตามสถิติของกรมศุลกากร สถานการณ์นี้เหมือนกับการปิดด่านเกือบถาวรแล้ว ซึ่งการปิดด่านที่ผ่านมาก็กระทบการซื้อขายกันต่อวันที่ 500 ล้านบาท
"การอพยพยังทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพต้องหยุดชะงัก หลายอุตสาหกรรมต้องหยุดลง เช่น การทำภาคการเกษตร การทำนา ทำไร่ไม่ได้ รวมถึงโรงงาน และโรงเรียนต้องหยุดเพื่อความปลอดภัย การค้าขายในบริเวณ 3-4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบก็ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะคำนวณมูลค่าความเสียหายที่เพิ่มขึ้นในส่วนนี้และหวังว่าประเทศไทยจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อไม่ให้สถานการณ์ยืดเยื้อเกินไป เพราะสิ่งที่กระทบเพิ่มขึ้นคือ ขวัญ และกำลังใจของประชาชนที่ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน"
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





