การค้าคือรายได้หลักของประเทศไทย มีสัดส่วนต่อจีดีพีประเทศมากถึง 70% ดังนั้น หากสถานการณ์การค้าโลกไม่ดีก็อาจสะเทือนต่อรายได้ของประเทศ ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมานี้ มีเหตุการณ์ทางการค้าที่ทำทั่วโลกอยู่บนความเสี่ยง รวมถึงไทยด้วย
รายงานสรุปสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศประจำปีล่าสุดของผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก(ดับเบิลยูทีโอ)(WTO trade monitoring, according to the WTO Director-General's latest annual) ระบุว่า อัตราภาษีนำเข้าใหม่ๆที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่มาตรการทางการค้าต่างๆได้ใช้อุดหนุนการค้าในช่วงแรก โดยพบว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าทั่วโลก เพิ่มขึ้นมากกว่าสี่เท่าตั้งแต่กลางเดือนต.ค. 2567 ถึงกลางเดือนต.ค. 2568 เมื่อเทียบกับช่วง 12 เดือนก่อนหน้า
โดยสมาชิกดับเบิลยูทีโอได้นำมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าทั้งการนำเข้าและส่งออกมาใช้ ซึ่งครอบคลุมการค้ามากกว่าช่วงก่อนหน้าถึงหนึ่งเท่าครึ่ง รวมถึงการมุ่งสู่การเจรจามากกว่าการตอบโต้
ข้อมูลด้านมาตรการที่คล้ายคลึงกันสำหรับการส่งออกแล้ว มูลค่าการค้ารวมที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 2,966 พันล้านดอลลาร์ หรือมากกว่า 3 เท่าของ 888 พันล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับก่อนหน้า
ในช่วงเวลาเดียวกัน สมาชิกดับเบิลยูทีโอและผู้สังเกตการณ์ยังได้ออกมาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้าใหม่ๆ จำนวนมากสำหรับสินค้า 331 รายการ ซึ่งครอบคลุมมูลค่าการค้าที่ประเมินไว้ที่ 2,090 พันล้านดอลลาร์ หรือสูงกว่า 1,441 พันล้านดอลลาร์ที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับก่อนหน้าประมาณ 1.5 เท่า
นางเอ็นโกซี โอคอนโจ-อิเวอาลา ผู้อำนวยการใหญ่ดับเบิลยูทีโอ กล่าวว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของขอบเขตการค้าภายใต้มาตรการภาษีศุลกากร สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายกีดกันทางการค้าที่เพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี เกือบหนึ่งในห้า หรือ 19.7% ของการนำเข้าทั่วโลกได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการอื่นๆ ที่นำมาใช้ตั้งแต่ปี 2552 เทียบกับ 12.6% เมื่อปีที่แล้ว
“ในขณะเดียวกัน เราเห็นสมาชิกดำเนินการเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าและมีส่วนร่วมในการเจรจามากกว่าการตอบโต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าที่พวกเขายังคงมองเห็นในการรักษาการไหลเวียนของการค้าข้ามพรมแดนให้ราบรื่น"
ทั้งนี้ สมาชิกดับเบิลยูทีโอควรใช้สถานการณ์ที่หยุดชะงักทางการค้าในปัจจุบันเพื่อผลักดันการปฏิรูปดับเบิลยูทีโอที่รอคอยมานาน โดยสมาชิกมีโอกาสที่จะจัดการกับข้อกังวลพื้นฐานบางประการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการฝ่ายเดียวล่าสุด พร้อมกับปรับบทบาทของดับเบิลยูทีโอเพื่อช่วยให้เหล่าสมาชิกคว้าโอกาสทางการค้าใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นได้ดียิ่งขึ้น
ด้านนักเศรษฐศาสตร์ของดับเบิลยูทีโอ คาดการณ์ว่าการค้าสินค้าโลกจะเติบโตที่ 2.4% ในปี 2568 และ 0.5% ในปี 2569 โดยการเติบโตทางการค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าสินค้าล่วงหน้า ความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอที่แข็งแกร่ง และการเติบโตทางการค้าอย่างต่อเนื่องของสมาชิกดับเบิลยูทีโอส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังพัฒนา
ทั้งนี้พบว่า การสอบสวนมาตรการทางการค้า 32.3 ครั้งต่อเดือน แม้ต่ำกว่าระดับสูงสุดในปี 2567 ที่ 37.3 ครั้งต่อเดือน แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่มาตรการต่างๆ จะถูกบังคับใช้เพิ่มขึ้น แม้มาตรการเยียวยาทางการค้าอยู่หลายประการ มาตรการเยียวยาทางการค้า โดยเฉพาะมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด ยังคงเป็นเครื่องมือนโยบายการค้าที่สำคัญสำหรับสมาชิกดับเบิลยูทีโอหลายประเทศ คิดเป็น 46.5% ของมาตรการการค้าสินค้าทั้งหมดที่บันทึกไว้ในรายงานฉบับนี้
ในส่วนมาตรการด้านบริการหรืออำนวยความสะดวก พบว่า สมาชิกดับเบิลยูทีโอได้นำมาตรการใหม่ถึง 124 มาตรการมาใช้ระหว่าง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่การอำนวยความสะดวกทางการค้าหรือการปรับปรุงกรอบการกำกับดูแล
“มากกว่าครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในเกือบทุกภาคส่วน และในจำนวนนี้ ครึ่งหนึ่งใช้เพื่อจัดหาบริการผ่านช่องทางการค้า (หรือที่เรียกว่า “โหมด 3”) และประมาณหนึ่งในสี่ใช้ด้านการเคลื่อนย้ายของผู้เชี่ยวชาญ (หรือที่เรียกว่า “โหมด 4”) นอกจากนี้ หนึ่งในห้าของมาตรการใหม่ยังมุ่งเป้าไปที่อินเทอร์เน็ตและบริการอื่นๆ ที่เปิดใช้งานผ่านเครือข่าย”
นอกจากนี้ ยังพบว่า มาตรการทางการค้าที่นำมาใช้ใหม่ มีการเชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่การค้า เช่น สิ่งแวดล้อม พลังงาน และเกษตรกรรม
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกในระยะถัดไปว่า แนวโน้มการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2568 คาดว่าจะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้จะเติบโตในอัตราที่ชะลอลง โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีความต้องการในระดับสูง รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูปและอาหารที่ยังคงมีความต้องการในตลาดโลก อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อาจแข็งค่าขึ้นในช่วงปลายปี และปริมาณสินค้าเกษตรของไทยที่อาจลดลงจากปัญหาอุทกภัย ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทรวงพาณิชย์ต้องติดตามต่อไป
ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายและแผนงานในการขยายการส่งออกของไทย อาทิ การรักษาตลาดเดิม บุกตลาดศักยภาพใหม่ เร่งเจรจาความตกลงเพื่อเปิดประตูการค้า ในขณะที่ต้องเร่งเจรจาข้อตกลง Reciprocal Tariff พร้อมยกระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจกับสหรัฐฯ และหาข้อสรุปให้มีความชัดเจนโดยเร็ว เพื่อให้ผู้ส่งออกใช้ประโยชน์จากความตกลงให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจเพื่อประเมินผลกระทบจากมาตรการภาษีเพื่อให้ผู้ส่งออกได้รับทราบข้อมูลที่จำเป็นในการบริหารจัดการต่อไป





