วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

“อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช   ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า  ได้วิเคราะห์และประเมินเศรษฐกิจและส่งออกไทย ปี 2569 โดยเศรษฐกิจโลกปี 2569 คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่โควิด (2563) เป็นต้นมา อยู่ที่ 3.0 - 3.1%  เพราะเป็นปีที่ผลเสียหายทางเศรษฐกิจโลกสะสมมาหลายปี ทั้งปัญหาเก่าและใหม่

โดยปัญหาเก่ามาจาก  3 ปัจจัย คือ

1.การชะลอตัวของ “เศรษฐกิจจีนยังรุนแรงและยืดเยื้อ” ที่มาจากภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัว การบริโภคที่ชะลอตัวเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเงินฝืด และภาคอุตสาหกรรมที่ซบเซา จากการอัดฉีดเงินช่วยภาคผลิตเกินจนผลผลิตล้นตลาด เป็นต้น

เพราะจีนเป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก มีมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมอันดับหนึ่งของโลก (สัดส่วน 30% ของโลก) และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก ที่สำคัญ จีนยังเป็นผู้นำเข้าอันดับสองของโลก ทั่วโลกพึ่งกำลังซื้อจากประเทศจีน

2.เศรษฐกิจโลกอยู่ในภาวะ “หนี้สาธารณะสะสมเพิ่มขึ้นเป็นเวลายาวนาน (Global Debt Supercycle)” เช่น ญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะ 260% ของ GDP สูงสุดในโลก สหรัฐอเมริกาหนี้พุ่งเร็วที่สุดในประเทศพัฒนาแล้ว มีหนี้สาธารณะ 34–36 ล้านล้านเหรียญ คิดเป็น 120% ของ GDP และคาดว่าจะเกิน 140–150% ของ GDP ภายในปี 2035 หากไม่ปรับนโยบาย  จีนหนี้สาธารณะจริงสูงกว่าที่รัฐบาลกลางประกาศ

IMF ประเมินว่าหนี้รัฐบาลอย่างแท้จริงของจีนอาจสูงกว่า 120–140% ของ GDP และยังเพิ่มเร็ว (ในขณะที่รัฐบาลประกาศอยู่ที่ 60% ของ GDP) ที่จะทำให้ไม่มีเงินมากพอเข้าไปสู่ภาคการผลิตจริง (Real Sector)

3.ความขัดแย้ง “ภูมิรัฐศาสตร์ยืดเยื้อหลายปี” ทั้งประเทศคู่ขัดแย้งเก่าและใหม่ ส่งผลทำให้มีเกิดการสู้รบและกระทบเศรษฐกิจโลก คู่ขัดแย้งเก่า เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน และ จีน-ไต้หวัน ส่วนคู่ขัดแย้งใหม่คือ จีน-ญี่ปุ่น และไทยกับกัมพูชา ซึ่งจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย เช่น ราคาน้ำมัน การขนส่งสินค้า และราคาธัญพืช เป็นต้น

ขณะที่ปัจจัยใหม่ที่เข้ามาซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 คือ ผลกระทบจากภาษีทรัมป์ (Trump Tariff Shock) ของสหรัฐฯ ที่เริ่มเก็บเมื่อสิงหาคม 2568 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกและอัตราการขยายเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในปี 2569 สถานะการภาษีทรัมป์ส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลก จนกว่าศาลฏีกาสหรัฐฯ จะมีคำสั่งระงับ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าศาลฎีการระงับอำนาจการใช้ภาษีของทรัมป์ก็ตาม ปธน.ทรัมป์ จะหันไปใช้ภาษีเฉพาะจากกฎหมาย Tariff Act of 1930 (Section 701, 731, 781) Trade Act of 1974 (Section 301) Trade Expansion Act of 1962 (Section 232) กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122) ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% กฎหมายศุลกากรปี 1930 (Section 388)  ซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ   

“ปัญหาเก่าและใหม่ข้างต้น  จะส่งผลทำให้ GDP โลกปี 2569 มีความเสี่ยงขยายตัวเพียง 3.0 - 3.1% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี (หลังปี 2020) โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีสัดส่วน 25% ยุโรป 17% และญี่ปุ่น 4% ที่มีขนาดเศรษฐกิจรวมกัน 46% ของ GDP โลก มีอัตราการขยายตัวต่ำมากสุด เมื่อเทียบกับจีน อินเดีย และอาเซียน 5 (มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปฟินส์ ไทย และเวียดนาม)  ”รศ. ดร.อัทธ์ กล่าว

“อัทธ์ พิศาลวานิช”ชำแชละ” เศรษฐกิจไทย-ส่งออก  ปี 69  “เสี่ยงรอบทิศ!

รศ. ดร.อัทธ์  กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทย คาดการณ์ว่าจะขยายตัว อยู่ระหว่าง 1.5 – 1.8% หรือเฉลี่ยอยู่ที่  1.7% เป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปี  (นับตั้งแต่ปี 2565) และยังคงเติบโต ต่ำกว่าศักยภาพจริงของเศรษฐกิจ (Potential GDP) 

ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ปี 2569 ประกอบด้วยหนี้ครัวเรือนทรงตัวในระดับสูง การบริโภคต่ำ เสี่ยงภาวะเงินฝืด โดยมูลค่าหนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มจาก 11 ล้านล้านบาท ในปี 2562 เป็น 17 ล้านล้านบาท ในปี 2567 สัดส่วนเพิ่มจาก 80% เป็น 91% ต่อ GDP แม้ว่าในปี 2568 สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลงก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศอาเซียน

หนี้ครัวเรือนที่สูงจะส่งผลทางลบต่อการบริโภคที่มีสัดส่วน 55% ของ GDP เห็นได้จากอัตราการบริโภคลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 จาก 6.3% (2565) เหลือ 2.7% (2568) และ คาดการณ์ว่าปี 2569 การบริโภคชะลอตัวที่ 1.9-2.2% ชะลอตัวเป็นปีที่ 5 ปีติดต่อกันการบริโภคที่ต่ำทำให้ระดับราคาสินค้า ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 5 ปีที่ผ่านมา คาดการณ์ว่าปี 2569 เงินเฟ้ออยู่ที่ -0.1-0.3% มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิด “ภาวะเงินฝืดแบบอ่อน (Mild Deflation)”

นอกจากนี้ ขาดนโยบายลงทุนหลัก ทำลงทุนเอกชนผันผวน และ FDI ถดถอยลดจาก 4.5% เหลือ 2.5% ต่อ GDP คาดการณ์ว่าปี 2569 การลงทุนเอกชนมีอัตราการขยายตัวลดลงจาก 2% เหลือ 1.5% ในขณะที่ ทุนต่างชาติ (FDI) อยู่ที่  3.1% มูลค่า 6 แสนล้านบาท  

ขณะที่ยังมีปัจจัยในเรื่องของการเมืองไม่นิ่ง  เพราะไม่ว่าจะยุบสภาวันใดก็ตาม ส่งผลต่อการลงทุน การบริโภคและการค้าต่างประเทศ  จะทำให้ GDP ในไตรมาส 1 และ 2 ของปี 2569 ลดลงในเกือบทุกตัวแปร เฉลี่ยไตรมาสละ 1.8% ทั้งด้านการบริโภคประชาชน รัฐบาล การส่งออก และนำเข้า เป็นต้น

รศ. ดร.อัทธ์  กล่าวว่า สำหรับการส่งออกไทยปี 2569  คาดว่า จะขยายตัวระหว่าง  6.7-7.4% หรือ 7.1% มูลค่า   340,741 -  342,977 ล้านดอลลาร์  ซึ่งชะลอตัวในรอบ 2 ปี 

โดยการส่งออกของไทยจะต้องเผชิญกับ ภาษีทรัมป์ ภาษีเฉพาะ ภาษีสวมสิทธิ  ทำให้ส่งออกไทยลดลง ซึ่งขณะนี้ไทยอยู่ในระหว่างการเจรจาภาษีนำเข้าสหรัฐ ข้อมูล ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2568 ไทยกับสหรัฐฯ ยังอยู่ในขั้นตอนของ “ถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าต่างตอบแทนระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย (JOINT STATEMENT ON A FRAMEWORK FOR A UNITED STATES-THAILAND AGREEMENT ON RECIPROCAL TRADE)” ซึ่งใน ปี 2569 สินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ ต้องเจอกับ 3 ด่านภาษีนำเข้าคือ ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ต้องเสีย 19% ภาษีเฉพาะสินค้า (Specific Product Tariff) และภาษีสวมสิทธิ  

นอกจากภาษีตอบโต้ 19% แล้ว ปี 2569 ไทยต้องเจอกับภาษีเฉพาะในตลาดสหรัฐฯ อีกหลายรายการ ที่เป็นตามกฎหมายเฉพาะของสหรัฐฯ เช่น กฎหมาย Tariff Act of 1930 (Section 701, 731, 781) Trade Act of 1974 (Section 301) Trade Expansion Act of 1962 (Section 232) กฎหมายการค้าปี 1974 (Section 122) ซึ่งอนุญาตให้เก็บภาษี 15% กฎหมายศุลกากรปี 1930 (Section 388)  ซึ่งเปิดทางให้เก็บภาษีสูงสุด 50% จากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสินค้าสหรัฐฯ แทนที่ภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)  มูลค่าสินค้าส่งออกไทยที่มีโอกาสได้รับผลกระทบที่จะส่งไปสหรัฐฯ เท่ากับ 8.1 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.6 แสนล้านบาท

รวมทั้งสินค้าสวมสิทธิไทยหรือ “Circumvention Tariff”  ยังเสี่ยงโดนภาษี 40% โดยมูลค่าสินค้าส่งออกไทยไปสหรัฐฯ เสี่ยงอยู่ที่ 20-27 พันล้านดอลลาร์หรือ 6.4 – 8.6 แสนล้านบาท โดยกลุ่มสินไทยไปสหรัฐเสี่ยงเจอภาษีสวมสิทธิ์ เช่น ค้าอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม เครื่องใช้ไฟฟ้า  ยานยนต์และชิ้นส่วน เฟอร์นิเจอร์ เครื่องครัวโลหะ ผลิติภัณฑ์ยาง ทองแดง และเหล็ก อลูนิเนียม