วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

 ‘ซีแอนด์จี’ ปลดล็อกอุปสรรคชุมชน-นโยบาย เร่งโรงไฟฟ้าขยะ สร้างเมืองยั่งยืน

 ‘ซีแอนด์จี’ ปลดล็อกอุปสรรคชุมชน-นโยบาย เร่งโรงไฟฟ้าขยะ สร้างเมืองยั่งยืน

โครงการโรงไฟฟ้าจากขยะ (Waste-to-Energy) ได้กลายเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการจัดการปัญหาขยะล้นเมืองอย่างยั่งยืน โดยเปลี่ยนขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้า เป็นทั้งทางออกด้านสิ่งแวดล้อมและแหล่งผลิตไฟฟ้าสะอาดในคราวเดียวกัน

หนึ่งในโครงการที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “โรงไฟฟ้าขยะหนองแขม” กำจัดได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน ของ บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งถือเป็นโครงการกำจัดขยะเชิงพลังงานขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และกำลังเร่งเดินหน้าก่อสร้างเพื่อส่งมอบงานให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายในกลางปีหน้า

แผนเดินเครื่อง “โรงไฟฟ้าขยะใหญ่สุด”

นายเหอ หนิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า โครงการนี้ดำเนินงานในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer) เอกชนลงทุนและเดินระบบ 20 ปี ก่อนโอนกลับสู่ กทม. โดยโรงไฟฟ้าฯ แห่งใหม่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าเกือบ 40 เมกะวัตต์ และขายได้ 30 เมกะวัตต์ตามสัญญา PPA ใช้งบลงทุนรวมกว่า 6,000 ล้านบาท และรองรับกำจัดขยะสดได้สูงสุด 1,600 ตันต่อวัน เมื่อเปิดเดินเครื่อง จะเป็นโรงไฟฟ้าขยะที่ใหญ่ที่สุดของไทยทันที

ขณะเดียวกัน กทม. ต้องรับมือขยะรายวันกว่า 10,500 ตัน ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นขยะอินทรีย์ โรงงานเฟสแรกของซีแอนด์จีที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2559 กำจัดได้ 500 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้า 9.8 เมกะวัตต์ และส่งเข้าระบบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)

สำหรับโรงงานใหม่ในพื้นที่เดียวกัน จะรองรับขยะได็สูงสุดถึง 1,500 ตันต่อวัน และสามารถรองรับขยะได้สูงสุดถึง 1,600 ตันต่อวัน ผลิตไฟฟ้า 30 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และคาดว่าจะเริ่มขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ช่วงปลายปี 2569 ดังนั้น เมื่อรวมทั้งสองเฟส จะรองรับได้กว่า 1,500 ตันต่อวันและสูงสุดได้ 2,100 ตันต่อวัน และผลิตไฟฟ้าได้รวม 40 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ ขยะอีกส่วนจะถูกส่งไปกำจัดที่ศูนย์อ่อนนุช ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงกำจัดขยะผลิตไฟฟ้าขนาด 30 เมกะวัตต์ บนพื้นที่ 29 ไร่ รองรับปริมาณขยะสูงสุด 1,600 ตันต่อวัน ดำเนินการโดยบริษัท นิวสกาย เอ็นเนอร์จี (แบงค็อก) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ ทั้งนี้ หากรวมทั้ง 3 โรง จะสามารถกำจัดขยะให้กทม.ได้สูงสุด 3,700 ตันต่อวันหรือคิดเป็น 36% ของขยะ กทม.ทั้งหมด

 ‘ซีแอนด์จี’ ปลดล็อกอุปสรรคชุมชน-นโยบาย เร่งโรงไฟฟ้าขยะ สร้างเมืองยั่งยืน

เทคโนโลยีเตาเผายุโรปปรับเข้าขยะไทยที่ชื้น

อย่างไรก็ตาม โรงงานเลือกใช้เทคโนโลยีเตาเผาจากยุโรป ภายใต้ชื่อใหม่ Hitachi Zosen Vinow Stoker ซึ่งถูกใช้งานแล้วกว่า 500 แห่งทั่วโลก พร้อมต่อยอดระบบด้วย AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดมลพิษ

แต่ความท้าทายทางเทคนิคของไทยไม่เหมือนยุโรปหรือญี่ปุ่น ขยะไทย “ชื้นกว่า” และสัดส่วนเศษอาหารสูง ทำให้ต้องออกแบบเตาเผาใหม่ให้เหมาะสมกับคุณลักษณะจริง หากนำต้นแบบจากต่างประเทศมาตั้งตรงๆ มีความเสี่ยงที่กระบวนการกำจัดจะไม่สมบูรณ์ อีกทั้ง ปัญหาหลักของโครงการโรงไฟฟ้าขยะในไทยอยู่ที่ “ระบบนโยบายรัฐที่ไม่เชื่อมกัน” โดยเฉพาะระหว่าง กระทรวงมหาดไทย (ดูแลท้องถิ่นและขยะ) และกระทรวงพลังงาน (รับผิดชอบ PPA และอัตรา FiT)

ดังนั้น หากไม่มีข้อยืนยันการซื้อไฟฟ้า ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเดินหน้าขอใบอนุญาตสิ่งแวดล้อม (COP/EIA) หรือก่อสร้างได้ อีกทั้งอัตรารับซื้อไฟฟ้า (FiT) ยังมีความเสี่ยงเพราะมีการเปลี่ยนตามแผน PDP ใหม่ ทำให้หลายโครงการชะงักรอความชัดเจน

และอีกด้านคือปัญหา “ผู้รับสัมปทานที่ไม่ตั้งใจจริง” ในอดีต บางโครงการถูกใช้เพื่อปั่นหุ้นหรือขายสิทธิ ไม่ได้สร้างจริง ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมสะดุด ส่วนต่างจังหวัดยังต้องจัดการในระบบ “คลัสเตอร์” ต้องรวบรวมขยะจากหลายองค์กรปกครองท้องถิ่น ทำให้ขั้นตอนซับซ้อนและตัดสินใจล่าช้า

ห่วง“สัมพันธ์ชุมชน”มากกว่าปัจจัยนโยบาย

อย่างไรก็ตาม แม้นโยบายจะเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้าง แต่สิ่งที่บริษัทห่วงที่สุดคือ “ความเข้าใจของประชาชนรอบพื้นที่” แบ่งเป็น

1. ความตึงเครียดจากสถานการณ์การเมือง เพราะประเด็น “ขยะกรุงเทพ” เคยถูกนำไปเชื่อมโยงทางการเมือง ทำให้ชุมชนใกล้เคียง เช่น หมู่บ้าน Imperial มีความกังวลสูง และมีคำถามที่หนักเชิงอารมณ์ในการประชุมบางครั้ง

2. สื่อสารกับชุมชนต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 บริษัทจัดเวทีกลุ่มย่อยแล้ว 27 ครั้ง พร้อมจัดประชาวิจารณ์ใหญ่ในปี 2564 แม้ต้องทำภายใต้ข้อจำกัดโควิด-19

3. ย้ำผลกระทบมีจริง -ปร่งใสทุกขั้นตอน ซึ่งต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “โรงงานมีผลกระทบแน่นอน แต่จะควบคุมให้กระทบน้อยที่สุด” โดยเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ตรวจสอบได้

4. แผนสร้างความเชื่อมั่นก่อนเปิดโรงงาน บริษัทเตรียมดำเนินการหลายมาตรการ อาทิ ประชุมกลุ่มย่อยทบทวนคำมั่นสัญญาเดิม

เชิญผู้นำชุมชนร่วมสังเกตการณ์ช่วงทดสอบรับขยะ (เม.ย.-พ.ค. ปีหน้า), เปิดศูนย์การเรียนรู้ให้ประชาชนชมระบบทำงาน, ติดตั้งระบบเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมแบบเรียลไทม์ พร้อมทีมรับเรื่องร้องเรียนทันที

พื้นที่รอบโรงงานเปลี่ยนโฉมเป็น“แลนด์มาร์ค”

ทั้งนี้ พื้นที่หนองแขมที่เคยเป็นบ่อทิ้งขยะและมีกลิ่นรบกวน ได้รับการปรับปรุงจนมีความเป็นระเบียบมากขึ้น บริษัทเข้าจัดกิจกรรม CSR ในหลายโครงการ เช่น สนับสนุนอุปกรณ์ช่วงไฟไหม้บ่อขยะ และช่วยกำจัดขยะช่วงภาวะวิกฤติ ทำให้ได้รับคำชื่นชมจากผู้บริหาร กทม.

ปัจจุบันพื้นที่รอบโรงงานมีหมู่บ้านใหม่เกิดขึ้นจำนวนมาก สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้คนในบริเวณ ขณะที่ผู้บริหาร กทม. ต้องการให้ “โรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช” เป็น “ต้นแบบโรงขยะสมัยใหม่” และอาจพัฒนาให้เป็น “แลนด์มาร์คด้านการจัดการขยะของกรุงเทพฯ”

ทั้งนี้ เมื่อถามว่าไทยหรือจีนทำโรงไฟฟ้าขยะได้ง่ายกว่า นายเหอ หนิง กล่าวว่า “ที่เมืองจีนง่ายกว่าเยอะ”

คำตอบสั้นๆ แต่สะท้อนถึงความซับซ้อนของระบบไทย ความกังวลของชุมชน และเส้นทางที่ผู้ประกอบการต้องก้าวข้ามเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้อย่างยั่งยืน