สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,456 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเริ่มใช้โครงการ คนละครึ่งพลัส อย่างเป็นทางการ รวมถึงความคาดหวังต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี
แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สำคัญในเดือนพ.ย. ได้แก่ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้าและสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อดัชนีฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ เหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อดัชนีฯ ภาพรวมในระยะถัดไป
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ระดับ 50.9
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจาก
1.การเดินหน้าขับเคลื่อน Quick Big Win ของภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและผู้ประกอบการ ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม
2.การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ ช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของภาคธุรกิจการค้าและบริการ และ 3.ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดีจากอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการทางการค้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 42.6 แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 40.9ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น คาดว่ามาจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ,ราคาพืชเกษตรสำคัญของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมาส่งผลต่อรายได้เกษตรกร สถานการณ์น้ำท่วม และสถานการณ์ ,ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา
ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า อาทิ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคประชาชนและธุรกิจ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิต การจ้างงานและการส่งออกของไทยซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น 49.75 %รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 14.95% เศรษฐกิจโลก 8.09% ราคาสินค้าเกษตร 8.01% สังคม/ความมั่นคง 7.47% การเมือง5.85 %ภัยพิบัติ/โรคระบาด 2.43 %ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 2.06% และ อื่น ๆ 1.39 %ตามลำดับ
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 4 ภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 61.1 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.7 ขณะที่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคใต้ ปรับตัวลดลงต่ำกว่าความเชื่อมั่น อยู่ที่ระดับ 49.9 จากความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่
“เหตุอุทกภัยอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนพ.ย. แม้จะยังไม่ส่งผลอย่างชัดเจนต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ย. แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าผลของอุทกภัยดังกล่าวจะต่อเนื่องและส่งผลอย่างชัดเจนต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป”





