วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

น้ำท่วมหลอนภาคใต้ฉุดความเชื่อมั่น สวนค่าดัชนีรวมโตต่อเนื่องเดือนที่2

น้ำท่วมหลอนภาคใต้ฉุดความเชื่อมั่น  สวนค่าดัชนีรวมโตต่อเนื่องเดือนที่2

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 6,456 ราย ซึ่งครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ ถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการเริ่มใช้โครงการ คนละครึ่งพลัส อย่างเป็นทางการ รวมถึงความคาดหวังต่อภาคการท่องเที่ยวในช่วงปลายปี

แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์สำคัญในเดือนพ.ย. ได้แก่ ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่ต่ำกว่าปีก่อนหน้าและสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยกดดันต่อดัชนีฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนี้ เหตุอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ยังคงเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อดัชนีฯ ภาพรวมในระยะถัดไป

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนพ.ย. 2568 อยู่ที่ระดับ 51.8 ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ในช่วงเชื่อมั่นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 โดยเดือน ต.ค.2568 อยู่ที่ระดับ 50.9 

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 58.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 57.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจาก

1.การเดินหน้าขับเคลื่อน Quick Big Win ของภาครัฐ ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและมาตรการช่วยเหลือทั้งประชาชนและภาคธุรกิจที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและผู้ประกอบการ ส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศเศรษฐกิจโดยรวม 

2.การขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี ประกอบกับนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศของภาครัฐ ช่วยให้จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อรายได้ของภาคธุรกิจการค้าและบริการ และ 3.ภาคการส่งออกไทยยังขยายตัวได้ดีจากอุปสงค์ในตลาดต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการทางการค้าเพื่อสนับสนุนการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 42.6 แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 40.9ในเดือนก่อนหน้า แต่มีค่าต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่น โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น คาดว่ามาจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ,ราคาพืชเกษตรสำคัญของไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าปีที่ผ่านมาส่งผลต่อรายได้เกษตรกร สถานการณ์น้ำท่วม และสถานการณ์ ,ความขัดแย้งชายแดนไทย – กัมพูชา

 ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยที่อาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะข้างหน้า อาทิ ผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมต่อภาคประชาชนและธุรกิจ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศ ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิต การจ้างงานและการส่งออกของไทยซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามใกล้ชิดต่อไป

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุดคิดเป็น 49.75 %รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ 14.95% เศรษฐกิจโลก 8.09% ราคาสินค้าเกษตร 8.01% สังคม/ความมั่นคง 7.47% การเมือง5.85 %ภัยพิบัติ/โรคระบาด 2.43 %ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง 2.06% และ อื่น ๆ 1.39 %ตามลำดับ

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 4 ภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 61.1 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 52.4 ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.7 ขณะที่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.6 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อยจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ภาคใต้ ปรับตัวลดลงต่ำกว่าความเชื่อมั่น อยู่ที่ระดับ 49.9 จากความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่

      “เหตุอุทกภัยอย่างรุนแรงในช่วงปลายเดือนพ.ย. แม้จะยังไม่ส่งผลอย่างชัดเจนต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนพ.ย. แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยคาดว่าผลของอุทกภัยดังกล่าวจะต่อเนื่องและส่งผลอย่างชัดเจนต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนถัดไป”