ความรุนแรงของมหาอุทกภัยรอบล่าสุดที่ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด มีศูนย์กลางความเสียหายทางเศรษฐกิจอยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
ตัวเลขความเสียหายที่ออกมาอย่างเป็นทางการยังไม่ปรากฎชัด แต่มีตัวเลขที่ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลังประเมินตรงกันว่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.1-0.2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังบอกว่าแม้ว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในเชิงตัวเลขจะไม่มาก แต่ผลกระทบในการดำเนินชีวิตของผู้คนในพื้นที่ถือว่าสูงมาก มีผู้ประกอบการ ลูกจ้าง แรงงานนับแสนชีวิตที่ได้รับผลกระทบ ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างตรงจุด รวดเร็ว และมากพอ เพื่อให้สามารถฟื้นคืนกลับมาได้อีกครั้ง
พิบัติภัยที่เกิดจากภัยธรรมชาตินับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อสมดุลของโลกเสียไปจากภาวะโลกร้อน ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรุนแรงแบบสุดขั้ว
ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือ องค์ความรู้ หรือแม้กระทั่งกฎระเบียบเก่าๆไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้อีกต่อไป
เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนเรื่องนี้อย่างจริงจัง แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะมีการถอดบทเรียนภัยพิบัติมานับครั้งไม่ถ้วน
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุดเพื่อถอดบทเรียนเหตุการณ์ครั้งนี้ภายใต้ชื่อว่า“คณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย” มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
สัปดาห์ที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดนี้มีการประชุมไปแล้ว 1 ครั้ง ตั้งคณะอนุกรรมการมาทั้งหมด 5 ชุด และลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เพื่อวางแผนการทำงาน โดยกำหนดจะจัดทำข้อเสนอให้กับ ครม.ภายในกรอบระยะเวลา 3 เดือน
นายบวรศักดิ์บอกถึงเป้าหมายในการทำงานว่าต้องให้ประชาชนมั่นใจว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ให้ประชาชนในพื้นที่สามารถ“นอนหลับได้”
แม้ว่าคณะกรรมการในแต่ละคนที่เข้ามาทำงานในคณะกรรมการถอดบทเรียนฯแม้ว่าจะเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้เรื่องบริหารจัดการน้ำ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้ความสามารถในการเข้าใจสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ
การรับมือภัยพิบัติในยุคใหม่ ต้องการการทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่าในรูปแบบคณะกรรมการของภาครัฐ เพราะต้องทำงานแข่งกับภัยธรรมชาติที่มารวดเร็ว และรุนแรง รวมทั้งต้องมีการระดมความร่วมมือ ทั้งความรู้ คน เทคโนโลยี จากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันศึกษา และภาคประชาชน
ความท้าทายของภาครัฐในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต อยู่ที่ภาครัฐสามารถระดมเอาความรู้ ความร่วมมือ จากทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันเพื่อรับมือ และวางแผนป้องกันภัยพิบัติในอนาคตได้อย่างเป็นระบบ และครบถ้วนมากแค่ไหน เพราะปัญหานี้จะใหญ่มากเกินกว่าที่ภาครัฐจะรับมือได้เพียงลำพัง





