สินทรัพย์และสินค้า คือมูลค่าอย่างหนึ่งทางธุรกิจ การจัดและจดข้อมูลทั้งสองสิ่งนี้ไว้ในบัญชีธุรกิจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งในปัจจุบันนี้ “คาร์บอนเครดิต” กำลังเป็นอีกสินทรัพย์อีกชิ้นที่ภาคธุรกิจต้องจัดการอย่างมีหลักการและถูกต้องตามกติกาสากล
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าวถึง การบันทึกบัญชีการถือครองคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ตามคำแนะนำจากสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยTGO และ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ได้มีการหารือในประเด็นการกำหนดวิธีปฏิบัติทางการบัญชีสำหรับคาร์บอนเครดิต เพื่อเป็นแนวทางในการลงบัญชีงบการเงินของบริษัทต่าง ๆ ที่มีการรับรองคาร์บอนเครดิต กับสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์
โดยคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชี ได้จัดทำคำถาม-คำตอบ เกี่ยวกับการถือครองคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) โดยทั่วไปนิยามคาร์บอนเครดิตมีสถานะเป็นสินทรัพย์ (ไม่มีตัวตน) ตามมาตรฐานการบัญชี โดยแบ่งแนวทางสำหรับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ สถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย ฯลฯ เป็นไปตามแนวทางมาตรฐานการรายงานทางการเงิน และกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เป็นไปตามแนวทางมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ซึ่งต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์การถือครองว่าเข้าข่าย “สินค้าคงเหลือ” หรือ “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ซึ่งจุดเริ่มรับรู้คาร์บอนเครดิตว่าเป็นสินทรัพย์จะเป็นวันที่ “ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตจาก TGO”
การคำนวนรายจ่ายก่อนได้รับรองเครดิต
โดยในช่วงพัฒนาโครงการก่อนการได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต ให้กิจการพิจารณาว่ารายจ่ายที่เกิดขึ้นในช่วงพัฒนาโครงการก่อนการได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต เช่น รายจ่ายการปลูกต้นไม้ รายจ่ายสำหรับค่าธรรมเนียมขึ้นทะเบียนโครงการ รายจ่ายสำหรับค่าตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบ เป็นต้น เข้านิยามของสินทรัพย์ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่เกี่ยวข้องหรือไม่ หากรายจ่ายที่เกิดขึ้นนั้นไม่เข้านิยามสินทรัพย์ให้กิจการรับรู้เป็นค่าใช้จ่าย ในช่วงที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิตแล้ว ต้นทุนในการพัฒนาโครงการนั้นเข้านิยามสินทรัพย์ ให้กิจการรับรู้รายการและวัดมูลค่า โดยพิจารณาตามวัตถุประสงค์ของการถือครองคาร์บอนเครดิต (ไม่ว่าจะเกิดจากการซื้อหรือพัฒนาโครงการ)
กรณีถือไว้โดยเข้านิยาม “สินค้าคงเหลือ” ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี และมาตรฐานการรายงานทางการเงินฯ เรื่อง
สินค้าคงเหลือ โดยกิจการรับรู้รายการด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่ได้รับ ยกเว้นนายหน้าและผู้ค้าคาร์บอนเครดิต รับรู้รายการด้วยราคาที่จะได้รับจากการขายหักต้นทุนขาย กรณีถือไว้เพื่อใช้เองในอนาคต และไม่เข้านิยามสินค้าคงเหลือ ให้ถือเป็นรายการ “สินทรัพย์ไม่มีตัวตน” ให้กิจการรับรู้รายการด้วยราคาทุน หรือวิธีการตีราคาใหม่อาจจะใช้ราคาตลาดอ้างอิงซึ่งจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมี “ตลาดที่มีสภาพคล่อง” กล่าวคือมี Carbon credit exchange platform ของไทยแล้ว
คาร์บอนเครดิตที่เข้านิยามสินค้าคงเหลือ
กรณีการขายหรือการใช้คาร์บอนเครดิต โดยเข้านิยาม “สินค้าคงเหลือ” สามารถรับรู้รายได้จากสัญญาที่ทำกับลูกค้า กรณีถือไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในอนาคตในธุรกิจของตนเอง และไม่เข้านิยามสินค้าคงเหลือ ให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการบัญชี และมาตรฐานการรายงานทางการเงินฯ ภายใต้หัวข้อ “การเลิกใช้และการจำหน่าย” และต้องประเมินว่าอายุการใช้ประโยชน์ของสินทรัพย์ไม่มีตัวตนทราบได้แน่นอนหรือไม่ กรณีของคาร์บอนเครดิตถือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่อายุการใช้ประโยชน์ไม่ทราบแน่นอน ควรกำหนดอายุการใช้ประโยชน์ไม่เกิน 10 ปี หากกิจการใช้คาร์บอนเครดิตชดเชยทันทีที่ซื้อมาหรือได้รับมา ต้องรับรู้รายการเป็นค่าใช้จ่ายทันที
"แนวทางนี้จะเอื้อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถรายงานทางการเงินที่เชื่อมโยงกับเรื่องสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนดสำหรับการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน (International Financial Reporting Standards: IFRS) เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและมีส่วนร่วมในการลดโลกร้อน"
ไทยร่วมญี่ปุ่นพัฒนา-แลก-รับเครดิต
นายณกรณ์ กล่าวถึงการประกาศความสำเร็จในการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตของความร่วมมือทวิภาคีไทย-ญี่ปุ่น จากโครงการภายใต้กลไกเครดิตร่วม (JCM) เป็นประเทศแรกของโลก ว่า เมื่อปี 2558 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบต่อการทำความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (Joint Crediting Mechanism: JCM) ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำระหว่างกัน ในปี 2568 นี้ถือเป็นปีที่ 10 ของความร่วมมือ
โดยประเทศไทยประสบความสำเร็จในการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตจากโครงการภายใต้กลไกเครดิตร่วม (JCM) ให้ญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกใน 31 ประเทศภาคี JCM ภายใต้ข้อ 6.2 ของความตกลงปารีส ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนการเติบโตแบบคาร์บอนต่ำระหว่างกัน
“ฝ่ายญี่ปุ่นให้การสนับสนุนเงินลงทุนสำหรับการใช้เทคโนโลยีที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแก่ผู้พัฒนาโครงการในไทย และขอแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการตามสัดส่วนที่ตกลงร่วมกัน เพื่อนำไปใช้ในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (NDC) หรือเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศอื่น ๆ ”
โปรเจกต์แรกเครดิตผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์
โดยโครงการแรกที่มีการถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตเมื่อเดือนพ.ย. 2568 คือ โครงการ “Introduction of 5MW Floating Solar Power System on Industrial Water Reservoir in Thailand” ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ทีเอสบี บางกอก จำกัด ประเทศไทย ร่วมกับบริษัท TSB GreeNex Co., Ltd. ประเทศญี่ปุ่น เป็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ ขนาด 5 เมกะวัตต์ บนบ่อน้ำในนิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี
“ดำเนินการถ่ายโอนด้วยวิธีการยกเลิกคาร์บอนเครดิตในบัญชีของผู้พัฒนาโครงการฝ่ายไทย ไปจำนวน 1,009 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ให้แก่รัฐบาลญี่ปุ่น โดยระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตของฝ่ายญี่ปุ่นบันทึกคาร์บอนเครดิตปริมาณ เท่ากันกับปริมาณที่ TGO ยกเลิก (1,009 tCO2eq) ในปริมาณดังกล่าวประเทศไทยจะดำเนินการปรับบัญชีก๊าซเรือนกระจกเพื่อป้องกันการนับซ้ำ (Double claiming) ตามหลักสากล ในรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) ของประเทศไทยต่อไป”
ปัจจุบันมีโครงการของประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก รวม 57 โครงการ เงินสนับสนุนที่ได้รับรวม 13,839,040,000 เยน ก่อให้เกิดการลงทุนรวม 41,074,934,403 เยน กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นจะเปิดรับข้อเสนอโครงการครั้งถัดไปเพื่อคัดเลือกโครงการที่จะให้การสนับสนุนเงินลงทุนในช่วงต้นเดือนเม.ย. 2569





