วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ส.อ.ท. หวั่นเงินกองทุน พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ใช้ผิดทาง เน้น PR มากกว่าเทคโนโลยี

ส.อ.ท. หวั่นเงินกองทุน พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ใช้ผิดทาง เน้น PR มากกว่าเทคโนโลยี

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกโรงสะท้อนความกังวลภาคเอกชนต่อ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาศ และร่างพ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม ที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ โดยระบุว่า หลักการของกฎหมายไม่ใช่ปัญหา แต่ “การปฏิบัติจริง” ต่างหากที่เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ หลังพบหลายกองทุนรัฐที่ผ่านมาใช้งบประมาณไม่ตรงจุด เน้นรณรงค์ประชาสัมพันธ์มากกว่าการลงทุนเทคโนโลยีที่สร้างผลเชิงระบบได้จริง

ห่วง “กองทุนโลกร้อน” ใช้งบผิดทิศ เสี่ยงการเมืองแทรก

นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า การจัดเก็บเงินจากภาคเอกชนเข้ากองทุนตามพ.ร.บ.ดังกล่าวถือเป็นต้นทุนใหม่ของภาคอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่หนักใจคือ รูปแบบการใช้เงิน เพราะหลายกองทุนในอดีตใช้งบอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เงินจำนวนมากหายไปกับกิจกรรม PR มากกว่าไปสู่เทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ลดคาร์บอน ระบบตรวจวัด มาตรวัดพลังงาน หรือระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน

“หากการเมืองเข้ามาแทรก งบกองทุนยิ่งเสี่ยงถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ภาคเอกชนเลยกังวลว่าจะซ้ำรอยเดิม” นายวิวรรธน์กล่าว

ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอรัฐสร้าง “Ecosystem” ชัดเจน โดยเงินต้องลงโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนลงทุนไม่ไหว ทั้งนี้ เอกชนพร้อมร่วมสมทบเงิน หากรัฐบาลชี้ชัดตั้งแต่ต้นว่าเงินกองทุนจะถูกใช้เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีสีเขียวที่ “จับต้องได้จริง” โดยต้องกำหนดเทคโนโลยีเป้าหมาย 1-5 อย่างชัดเจน และนำงบไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนรายเดียวไม่สามารถทำได้ เช่น

  • ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมศูนย์
  • ระบบสายส่งไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับพลังงานสะอาด
  • ระบบกักเก็บพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานกลาง

“รวมเงินเอกชนเพื่อลงทุนใหญ่ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพพลังงานดีขึ้น และต้นทุนของทุกฝ่ายลดลงในระยะยาว” 

SME ไม่มีทางรอดเอง รัฐต้องเป็น ‘ตัวกลาง’ รวมพลังลงทุน

นายวิวรรธน์ กล่าวว่า SME ไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถลงทุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ด้วยตัวเอง เนื่องจากต้นทุนสูง หากรวมตัวกัน 10 บริษัท และรัฐเป็นคนกลางในการเก็บเงินลงทุน เช่น บริษัทละ 100 บาท เพื่อนำไปสร้างโครงการรวม จะสร้างผลตอบแทนกลับมาเกินต้นทุนให้ผู้ร่วมลงทุนได้จริง

นี่คือการแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่การสร้างความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ช่วยให้ SMEs ผ่านมาตรฐานการส่งออกใหม่ของโลก

พร้อมรับมือ CBAM หากแข่งขันบนกติกาที่เท่าเทียม

รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวยอมรับว่า ภาคเอกชนเหนื่อยมากกับการรับมือ CBAM ของสหภาพยุโรป (ภาษีคาร์บอน) แต่ก็พร้อมแข่งขัน หากไทยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเหมือนประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย

ดังนั้น สิ่งที่หนักที่สุดคือ ต้นทุนการประเมินคาร์บอน ของ SME ที่สูงถึง 100,000-300,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ทำให้ SMEs ปรับตัวช้ากว่าคู่แข่งและเสี่ยงเสียโอกาสส่งออกโดยตรง

ทั้งนี้ ส.อ.ท. จึงเร่งดันการใช้ AI และ Digital Platform เพื่อช่วยคำนวณคาร์บอนให้ถูกลง-เร็วขึ้น พร้อมจับมือสถาบันการเงินและองค์กรโลก เช่น World Bank เพื่อให้ SMEs เข้าถึง Green Loan ได้ง่ายกว่าเดิม

ชี้ “Green Industry + Bioeconomy” โอกาสของไทย

นายวิวรรธน์ กล่าวระบุว่า ไทยมีต้นทุนด้านชีวภาพสูงมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมได้เท่าประเทศอื่น ทั้งที่ไทยมีความพร้อมในหลายด้าน เช่น สมุนไพร กระชายดำ พืชท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพขนาดใหญ่ โดย 3 อุตสาหกรรมที่ไทยต้องเร่งคว้า ได้แก่ Biotechnology, Bio-based Products และ Future Food ซึ่งไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ ผู้สูงอายุ และอาหารแห่งอนาคตได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัญหา "การลงทุนวิจัยกระจัดกระจาย" ซ้ำซ้อนในหลายมหาวิทยาลัย ทั้งที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย จึงต้องใช้งบวิจัยให้เกิดผลลัพธ์จริง พร้อมรีเทรนบุคลากรทั้งระบบ เนื่องจากไทยมีนักวิจัยเก่งจำนวนมากแต่ยังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่

"ภาคเกษตรไทยแม้มีสัดส่วน GDP เพียง 5% แต่ถ้าต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เช่น ข้าวลดคาร์บอน, vertical farming, ระบบ LED ลดพลังงาน จะกลายเป็น “ตัวเร่งเศรษฐกิจสีเขียว” ได้ทันที"

ถ้าไม่เร่ง Green Transition ไทยจะถูกทิ้งห่างยิ่งกว่าเดิม

นายวิวรรธน์ กล่าวเตือนว่า ต้นทุนพลังงานไทยสูงและเป็นภาระสำคัญต่อภาคการผลิต หากไม่รีบแก้ “ธุรกิจยั่งยืน” จะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น และประเทศเพื่อนบ้านเร่งสปีดแซงหน้า

“การแข่งขันยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ค่าแรงต่ำอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ เทคโนโลยี-มาตรฐานคาร์บอน-นวัตกรรม หากไม่เร่งขยับ ประเทศจะตามหลังยิ่งกว่าเดิม”