สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกโรงสะท้อนความกังวลภาคเอกชนต่อ พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาศ และร่างพ.ร.บ.โรงงานอุตสาหกรรม ที่กำลังเดินหน้าอยู่ในขณะนี้ โดยระบุว่า หลักการของกฎหมายไม่ใช่ปัญหา แต่ “การปฏิบัติจริง” ต่างหากที่เป็นจุดเสี่ยงสำคัญ หลังพบหลายกองทุนรัฐที่ผ่านมาใช้งบประมาณไม่ตรงจุด เน้นรณรงค์ประชาสัมพันธ์มากกว่าการลงทุนเทคโนโลยีที่สร้างผลเชิงระบบได้จริง
ห่วง “กองทุนโลกร้อน” ใช้งบผิดทิศ เสี่ยงการเมืองแทรก
นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผยว่า การจัดเก็บเงินจากภาคเอกชนเข้ากองทุนตามพ.ร.บ.ดังกล่าวถือเป็นต้นทุนใหม่ของภาคอุตสาหกรรม แต่สิ่งที่หนักใจคือ รูปแบบการใช้เงิน เพราะหลายกองทุนในอดีตใช้งบอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เงินจำนวนมากหายไปกับกิจกรรม PR มากกว่าไปสู่เทคโนโลยี เช่น อุปกรณ์ลดคาร์บอน ระบบตรวจวัด มาตรวัดพลังงาน หรือระบบไฟฟ้าพลังงานทดแทน
“หากการเมืองเข้ามาแทรก งบกองทุนยิ่งเสี่ยงถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ภาคเอกชนเลยกังวลว่าจะซ้ำรอยเดิม” นายวิวรรธน์กล่าว
ทั้งนี้ ส.อ.ท. เสนอรัฐสร้าง “Ecosystem” ชัดเจน โดยเงินต้องลงโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนลงทุนไม่ไหว ทั้งนี้ เอกชนพร้อมร่วมสมทบเงิน หากรัฐบาลชี้ชัดตั้งแต่ต้นว่าเงินกองทุนจะถูกใช้เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีสีเขียวที่ “จับต้องได้จริง” โดยต้องกำหนดเทคโนโลยีเป้าหมาย 1-5 อย่างชัดเจน และนำงบไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนรายเดียวไม่สามารถทำได้ เช่น
- ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวมศูนย์
- ระบบสายส่งไฟฟ้าใหม่เพื่อรองรับพลังงานสะอาด
- ระบบกักเก็บพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานกลาง
“รวมเงินเอกชนเพื่อลงทุนใหญ่ๆ จะทำให้ประสิทธิภาพพลังงานดีขึ้น และต้นทุนของทุกฝ่ายลดลงในระยะยาว”
SME ไม่มีทางรอดเอง รัฐต้องเป็น ‘ตัวกลาง’ รวมพลังลงทุน
นายวิวรรธน์ กล่าวว่า SME ไทยส่วนใหญ่ ไม่สามารถลงทุนเทคโนโลยีลดคาร์บอน ด้วยตัวเอง เนื่องจากต้นทุนสูง หากรวมตัวกัน 10 บริษัท และรัฐเป็นคนกลางในการเก็บเงินลงทุน เช่น บริษัทละ 100 บาท เพื่อนำไปสร้างโครงการรวม จะสร้างผลตอบแทนกลับมาเกินต้นทุนให้ผู้ร่วมลงทุนได้จริง
นี่คือการแก้ปัญหาที่ “ต้นเหตุ” ไม่ใช่การสร้างความตระหนักรู้เพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ช่วยให้ SMEs ผ่านมาตรฐานการส่งออกใหม่ของโลก
พร้อมรับมือ CBAM หากแข่งขันบนกติกาที่เท่าเทียม
รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวยอมรับว่า ภาคเอกชนเหนื่อยมากกับการรับมือ CBAM ของสหภาพยุโรป (ภาษีคาร์บอน) แต่ก็พร้อมแข่งขัน หากไทยได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเหมือนประเทศคู่แข่งในอาเซียน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย
ดังนั้น สิ่งที่หนักที่สุดคือ ต้นทุนการประเมินคาร์บอน ของ SME ที่สูงถึง 100,000-300,000 บาทต่อผลิตภัณฑ์ ทำให้ SMEs ปรับตัวช้ากว่าคู่แข่งและเสี่ยงเสียโอกาสส่งออกโดยตรง
ทั้งนี้ ส.อ.ท. จึงเร่งดันการใช้ AI และ Digital Platform เพื่อช่วยคำนวณคาร์บอนให้ถูกลง-เร็วขึ้น พร้อมจับมือสถาบันการเงินและองค์กรโลก เช่น World Bank เพื่อให้ SMEs เข้าถึง Green Loan ได้ง่ายกว่าเดิม
ชี้ “Green Industry + Bioeconomy” โอกาสของไทย
นายวิวรรธน์ กล่าวระบุว่า ไทยมีต้นทุนด้านชีวภาพสูงมาก แต่ยังไม่สามารถต่อยอดเชิงอุตสาหกรรมได้เท่าประเทศอื่น ทั้งที่ไทยมีความพร้อมในหลายด้าน เช่น สมุนไพร กระชายดำ พืชท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพขนาดใหญ่ โดย 3 อุตสาหกรรมที่ไทยต้องเร่งคว้า ได้แก่ Biotechnology, Bio-based Products และ Future Food ซึ่งไทยสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงและเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ ผู้สูงอายุ และอาหารแห่งอนาคตได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีปัญหา "การลงทุนวิจัยกระจัดกระจาย" ซ้ำซ้อนในหลายมหาวิทยาลัย ทั้งที่ไม่ใช่ประเทศร่ำรวย จึงต้องใช้งบวิจัยให้เกิดผลลัพธ์จริง พร้อมรีเทรนบุคลากรทั้งระบบ เนื่องจากไทยมีนักวิจัยเก่งจำนวนมากแต่ยังใช้ศักยภาพได้ไม่เต็มที่
"ภาคเกษตรไทยแม้มีสัดส่วน GDP เพียง 5% แต่ถ้าต่อยอดด้วยเทคโนโลยี เช่น ข้าวลดคาร์บอน, vertical farming, ระบบ LED ลดพลังงาน จะกลายเป็น “ตัวเร่งเศรษฐกิจสีเขียว” ได้ทันที"
ถ้าไม่เร่ง Green Transition ไทยจะถูกทิ้งห่างยิ่งกว่าเดิม
นายวิวรรธน์ กล่าวเตือนว่า ต้นทุนพลังงานไทยสูงและเป็นภาระสำคัญต่อภาคการผลิต หากไม่รีบแก้ “ธุรกิจยั่งยืน” จะเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไทยพึ่งพาการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นหลัก ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น และประเทศเพื่อนบ้านเร่งสปีดแซงหน้า
“การแข่งขันยุคใหม่ ไม่ได้วัดกันที่ค่าแรงต่ำอีกต่อไป แต่แข่งกันที่ เทคโนโลยี-มาตรฐานคาร์บอน-นวัตกรรม หากไม่เร่งขยับ ประเทศจะตามหลังยิ่งกว่าเดิม”





