วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์' แนะรัฐปลดล็อกกฎหมายเก่าหนุนสร้างโรงไฟฟ้าขยะแห่งใหม่

'ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์' แนะรัฐปลดล็อกกฎหมายเก่าหนุนสร้างโรงไฟฟ้าขยะแห่งใหม่

“ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์” ชี้ กฎหมาย และกระบวนการอนุมัติล่าช้าเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ชี้ขั้นตอนขอ EIA ก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะต้องใช้เวลานานกว่า 1-1.5 ปี แนะภาครัฐเร่งปรับปรุงรับมือสถานการณ์ขยะวันละกว่า 7 หมื่นตัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ Panel Discussion: Waste Management: A Call to Care for a Cleaner Society ในงาน  “SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่าปัจจุบันโรงไฟฟ้าขยะถือว่าเป็นทางเลือกที่ทั่วโลกใช้ในการกำจัดขยะเพราะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่าการนำไปฝังกลบ

 แต่กฎหมายของประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดที่ติดขัดอยู่หลายแง่มุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเทศบาลบางแห่งที่ยังคงกำหนดให้การกำจัดขยะต้องใช้วิธีฝังกลบเท่านั้น หรือกำหนดคุณสมบัติผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการว่าต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในการรับขยะจากภาครัฐไปกำจัดเท่านั้น จึงฝากถึงรัฐบาลท้องถิ่นให้ทบทวน และปรับเปลี่ยนระเบียบที่ออกมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในโลกปัจจุบัน

"เราเข้าใจดีว่าเทศบาลต้องการผู้ที่มีประสบการณ์เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถดำเนินการได้จริง แต่กฎระเบียบเหล่านี้มักจะอ้างอิงแนวทางเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งในสมัยนั้นมีเพียงการฝังกลบเท่านั้น ทำให้ไม่รองรับวิธีการกำจัดสมัยใหม่ เช่น การเข้าสู่โรงงานผลิตไฟฟ้า" นายภัคพล กล่าว

นอกจากนี้การใช้พื้นที่เป็นบ่อขยะยังเป็นการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ หากพื้นที่ดังกล่าวสามารถนำไปใช้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่า เช่น การสร้างโรงพยาบาล สถานีตำรวจ โรงเรียน สวนสาธารณะ หรือห้างสรรพสินค้า การที่เทศบาลยังคงเน้นการฝังกลบจึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจสูงสุดได้

"คงไม่มีใครอยากสร้างบ้าน อพาร์ตเมนต์ หรือห้างสรรพสินค้าอยู่ข้างๆ บ่อขยะ การมีบ่อขยะไม่ใช่แค่การสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังสร้างมลภาวะทางกลิ่น มลภาวะทางสายตา และมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมด้วย" นายภัคพล กล่าว

เขากล่าวต่อว่า ปัญหาที่สองที่สำคัญคือ ความล่าช้าในขั้นตอนการขออนุญาตตั้งโรงไฟฟ้า ปัจจุบันมีหน่วยงานหลายหน่วยงานที่ต้องพิจารณาเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 5 โดยในอดีตเราสามารถสร้างโรงงานควบคู่ไปกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ได้ โดยใช้เวลาพอๆ กัน ทำให้เมื่อสร้างโรงงานเสร็จ EIA ก็เสร็จพอดี และสามารถเปิดโรงงานได้ทันที แต่ในปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องผ่านการอนุมัติทางสิ่งแวดล้อมก่อน จึงจะเริ่มสร้างโรงงานได้ การศึกษา EIA ใช้เวลาประมาณ 1 ถึง 1 ปีครึ่ง แทนที่จะใช้เวลานี้ในการสร้างโรงงาน ผู้ประกอบการต้องนั่งรอเฉยๆ ทำให้เสียเวลาไปอีก 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งกว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ ในขณะที่ขยะยังคงถูกผลิตออกมาในปริมาณมหาศาลมากถึงประมาณ 70,000 ตันต่อวันทั่วประเทศ

ยกโรงไฟฟ้าขยะสงขลาช่วยแก้วิกฤติ 

นายภัคพลยกตัวอย่างกรณีของบริษัทที่ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าอยู่ที่อำเภอเมืองสงขลา โดยเมื่อไม่นานมานี้ ได้เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แม้ว่าน้ำจะลดลงแล้ว แต่มีขยะปริมาณมหาศาลเกิดขึ้นประมาณ 1,000 ตันต่อวัน

"ทาง อบจ. และผู้ว่าราชการจังหวัดได้ติดต่อให้บริษัทช่วยรับขยะไปกำจัดก่อน ซึ่งเราก็ยินดี สิ่งที่น่าสนใจคือ โรงไฟฟ้าแห่งนี้เพิ่งสร้างเสร็จจริงๆ เมื่อเดือนที่แล้ว"

นายภัคพลตั้งคำถามด้วยว่าหากการก่อสร้างล่าช้าออกไปเพียงครึ่งปี และจะไปเสร็จในช่วงกลางปีหน้า ขยะ 1,000 ตันต่อวันของหาดใหญ่จะไปอยู่ที่ใด เนื่องจากไม่มีที่กำจัด ถือเป็นความโชคดีของหาดใหญ่ที่มีโรงไฟฟ้าที่สามารถรับขยะได้ 1,000 ตัน เปิดใช้งานเพียงหนึ่งเดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน

"ดังนั้น อย่าคิดว่าเรามีเวลาตลอดไป เราไม่ควรยืนยันที่จะต้องรอให้ผลการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเสร็จสิ้นก่อนถึงจะอนุญาตให้สร้างโรงงานได้ เพราะหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องรีบกำจัดขยะจริงๆ เราต้องมีโรงไฟฟ้าขยะที่พร้อมใช้งานทันที" นายภัคพล กล่าว

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์