“EA” ย้ำความเป็นผู้นำ "Green Technology Company" หนุนไทยเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero พร้อมหนุนเศรษฐกิจฐานรากผ่านเชื้อเพลิงไบโอ ชูความสำเร็จน้ำมันเครื่องบิน ส่งมอบรถ EV ทั้งบัสและรถหัวลาก เร่งเครื่อง EV เชิงพาณิชย์เต็มสูบปีหน้า
นายฉัตรพล ศรีประทุม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) กล่าวในหัวข้อ Sustainable Business Practices ในงาน “SUSTAINABILITY FORUM 2026 Shift Forward: Overcoming Challenges” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจว่า กลุ่มบริษัท EA มุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology Company) และเป็นผู้บุกเบิกในการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน และการขนส่งของประเทศ โดยเชื่อมั่นว่าประเทศไทย มีศักยภาพ และสามารถบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ในอนาคต แต่สิ่งสำคัญคือ การสนับสนุนจากภาครัฐ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ต้องเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจของ EA ดำเนินงานภายใต้ 3 กลุ่มหลักที่เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
1. กลุ่มเชื้อเพลิงชีวภาพ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน EA และพันธมิตร เช่น บริษัทในกลุ่ม ปตท. และบางจาก สามารถผลิตน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel - SAF) และกรีนดีเซล (Green Diesel) ได้ซึ่งสอดคล้องกับข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในธุรกิจการบิน
โดยธุรกิจนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจฐานรากของไทย เพราะปัจจุบันน้ำมันปาล์มในประเทศ 50% ถูกใช้ในการผลิตไบโอดีเซล หากมีการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างแพร่หลาย อาจทำให้ปริมาณความต้องการปาล์มลดลงถึง 50% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนปาล์มกว่า 1.1 ล้านครัวเรือน การผลิต SAF และกรีนดีเซลจึงเป็นทางออกที่สำคัญทั้งต่อประเทศ และรายได้ของเกษตรกรด้วย
2. กลุ่มพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน โดย EA เป็นผู้ริเริ่มในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) และพลังงานลมมานานกว่า 10 ปี ในช่วงที่คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากมีความกังวลเรื่องราคาแผงโซลาร์ที่ราคาสูง และบางคนก็มองว่าประเทศไม่มีลมแรงเพียงพอ อย่างไรก็ตาม EA กล้าที่จะเข้าลงทุน และรับความเสี่ยงในช่วงนั้น โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมแบบ Class 3 ที่มีความเร็วต่ำ (low speed) ซึ่งเหมาะกับสภาพภูมิประเทศของไทย
“ประเทศไทยมีความเหมาะสมที่สุดในการพัฒนาพลังงานสะอาด เนื่องจากมีระบบสายส่งที่แข็งแรงที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไรก็ตาม เพื่อเร่งการเปลี่ยนถ่าย จำเป็นต้องมีนโยบาย และกฎหมายจากกระทรวงพลังงาน และ กกพ. เพื่อเปิดโอกาสให้มีการขายไฟฟ้าเสรีมากยิ่งขึ้น” นายฉัตรพล กล่าว
3. กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (EV Ecosystem) กลุ่มธุรกิจ EV ของ EA เน้นไปที่รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ โดยมีระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิตแบตเตอรี่ โรงประกอบรถเชิงพาณิชย์ ซึ่งโดยขนาดอาจใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสถานีชาร์จภายใต้แนวคิด Any ware และบริษัทเดินรถในกลุ่ม เช่น Thai Smile Bus
โดยการทำงานของ EA เราไม่ได้เน้นที่รถ 4 ล้อ แต่เน้นที่รถเชิงพาณิชย์ เนื่องจากประเทศไทยมีรถเชิงพาณิชย์ที่จดทะเบียนอยู่ถึง 1.1 ล้านคัน และมีตลาดเปลี่ยนรถใหม่ปีละกว่า 100,000 คัน จุดแข็งของรถ EV คือ ยิ่งวิ่งมาก ยิ่งคุ้มค่าต่อการควบคุมต้นทุน
โดยปัจจุบัน EA ได้จำหน่ายรถบัสไฟฟ้า และรถโค้ชไปแล้วกว่า 2,000 คัน รวมถึงรถเมล์สีน้ำเงินเข้มที่วิ่งในกรุงเทพฯ กว่า 2,000 คัน ซึ่งผลิตจากโรงประกอบของ EA ที่ฉะเชิงเทรา รถเมล์เหล่านี้ใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (local content) มากกว่า 40% นอกจากนั้นยังมีรถหัวลาก ที่ได้จำหน่ายรถหัวลากขนส่งไปแล้วกว่า 600 คัน
แม้รถหัวลาก EV จะมีราคาสูงกว่ารถดีเซลประมาณ 400,000–500,000 บาทต่อคัน แต่สามารถประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ 4–5 บาทต่อกิโลเมตร หากรถวิ่งปีละ 100,000 กิโลเมตร จะประหยัดเงินได้ถึง 400,000–500,000 บาทต่อปี ซึ่งสามารถคืนทุนส่วนต่างราคาได้ภายในหนึ่งปี นอกจากนี้ ยังมีค่าบำรุงรักษาที่ถูกกว่า
ในส่วนการพัฒนาสถานีชาร์จ โดยในส่วนของเทคโนโลยี Fast Charge ยังมีช่องว่างให้พัฒนาโดยปัญหาเรื่องเวลาในการชาร์จที่เป็นจุดอ่อนของรถ EV เชิงพาณิชย์ ซึ่งจุดอ่อนนี้ถูกแก้ไขโดยเทคโนโลยีที่ EA พัฒนาร่วมกับพันธมิตรจากไต้หวัน และจีน
ทั้งนี้การเปลี่ยนมาใช้ EV เชิงพาณิชย์ยังช่วยสร้างคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ให้แก่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งทำให้สามารถรับงานจากบริษัทใหญ่ที่ต้องตรวจสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ได้ง่ายขึ้น EA ยังเป็นผู้บุกเบิกในการซื้อขาย และโอนคาร์บอนเครดิตภายใต้กลไก Article 6 ของข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งเงินที่ได้จากการขายคาร์บอนเครดิตได้ถูกนำกลับมาพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนด้วยการให้สิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับการซื้อรถ EV เชิงพาณิชย์ที่ประกอบในไทย โดยสามารถหักค่าเสื่อมทางภาษีได้ 2 เท่า
ในส่วนของทิศทางธุรกิจปีหน้า (2569) EA และบริษัทในกลุ่มจะกลับมาลุย และเติบโตในธุรกิจ EV Ecosystem อย่างเต็มตัว พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนถ่ายทางธุรกิจ และเทคโนโลยีครั้งนี้จะดีที่สุด หากดำเนินการ และพัฒนาโดยบริษัทที่มีคนไทยเป็นหลัก เพราะจะทำให้เงินทุนหมุนเวียน และคงอยู่ในประเทศไทย ถึงแม้จะบรรลุเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่หากเงินทุนไหลออกนอกประเทศทั้งหมด ก็จะไม่เป็นผลดีต่อคนรุ่นหลังในอนาคต
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





