เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้เขียนได้รับเกียรติอย่างสูงที่ได้รับเชิญจากสภาวิชาชีพบัญชีให้ไปบรรยายในการอบรม Treasury Management พร้อมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินหลายท่านในหัวข้อ VUCA/BANI จึงขออนุญาตนำเสนอ ณ ที่นี้ด้วย
หากย้อนกลับไปก่อนวิกฤติการเงินโลกปี 2008 เศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงที่เรียกว่า “The Great Moderation” ซึ่งมีลักษณะของการเติบโตที่มั่นคง การค้าโลกที่ขยายตัว ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในวัฏจักรเฟื่องฟู และผลตอบแทนการลงทุนที่อยู่ในระดับปานกลาง
แต่หลังจากวิกฤติการเงินโลก หรือที่เรียกกันว่า “วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์” เศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ยุค “New Normal” ที่มีลักษณะของการเติบโตที่ชะลอลง การค้าโลกที่ลดน้อยลง (หรือกระแส Deglobalization) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถูกลง และผลตอบแทนการลงทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงปี 2016 เป็นต้นมา กระแส Deglobalization ก็เริ่มชัดเจนยิ่งขึ้น
สาเหตุสำคัญของภาวะ New Normal มาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอ เนื่องจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ที่ชะลอตัว หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และสังคมสูงวัยที่ทำให้กำลังซื้อลดลง ขณะที่ด้านอุปทาน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ลดลงจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเกิดวิกฤติ Covid-19 ขึ้น ทำให้ทุกประเทศต้องประกาศ Lockdown และแลกเศรษฐกิจกับชีวิตของประชาชน เศรษฐกิจโลกหดตัวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการทำสถิติ แต่ด้วยมาตรการการเงินและการคลังขนาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้เศรษฐกิจรอดพ้นวิกฤติได้ แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นกว่า 15% ของ GDP ทั่วโลกและเงินเฟ้อที่พุ่งสูง
หลัง Covid-19 เศรษฐกิจโลกก้าวเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า “Super New Normal” ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 4 ประการที่ทำให้ความผันผวนรุนแรงขึ้น
1.หนี้สูง จากการที่รัฐบาลทั่วโลกต้องกู้เงินมหาศาลเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจในช่วง Covid ทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจาก 102% ของ GDP เป็น 120% โดยเฉลี่ยทั่วโลก ส่งผลให้รายจ่ายภาครัฐและภาษีต้องเพิ่มสูงขึ้นเพื่อจ่ายดอกเบี้ยและรักษาสวัสดิการสังคม ในประวัติศาสตร์ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สัดส่วนการเก็บภาษีของประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้นจาก 5-7% เป็น 18-30% ของ GDP ซึ่งปรากฏการณ์นี้อาจเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
2.ห่วงโซ่เปลี่ยน จากกระแส Deglobalization ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ทำให้เกิดการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนจากจีนไปยังอาเซียนและอเมริกาเหนือผ่านกระแส Friendshoring/ Reshoring
โดยข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน โดย FDI ไหลเข้าอเมริกาเหนือเพิ่มขึ้นเป็น 454,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 ขณะที่การไหลเข้าจีนลดลงเหลือ 82,000 ล้านดอลลาร์
3.เศรษฐกิจผันผวนบ่อย เศรษฐกิจโลกหลัง Covid ผันผวนมากกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด การเติบโตของ GDP รายไตรมาสของประเทศสำคัญผันผวนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะจีนที่ชะลอจาก 5.7% ใน Q1/2024 เหลือเพียง 4.5% ใน Q3/2024 ส่วนไทยลดลงจาก 3.1% เหลือ 1.2% ในช่วงเดียวกัน
4.VUCA รุนแรงขึ้น จากการเปลี่ยนผ่านอำนาจโลกที่ยัง “ฝุ่นตลบ” ระหว่างสหรัฐและจีน โดยผู้เขียนมองว่า VUCA (ผันผวน, ไม่แน่นอน, ซับซ้อน และอึมครึม) จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วง 20-30 ปีข้างหน้า
ตามทฤษฎีของ Ray Dalio ในหนังสือ “The Changing World Order” ทุกๆ 75 ปี +/- 25 ปี จะมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจครั้งใหญ่ และตอนนี้ก็เป็นเวลา 80 ปีแล้วที่สหรัฐอเมริกากลายเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่ง ดัชนีความเป็นมหาอำนาจของ Dalio แสดงให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของสหรัฐกำลังลดลง
โดยเฉพาะในด้านการศึกษา การค้า และเศรษฐกิจ ขณะที่จีนกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามยังมี 2 ดัชนีที่สหรัฐยังเหนือจีนอยู่ (แต่ก็เริ่มลดลง) ได้แก่ ดัชนีด้านนวัตกรรมและดัชนีด้านการเป็นเงินสกุลหลักของโลก (Anchor currency)
แม้ว่าสัดส่วนดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองยังอยู่ที่ระดับสูงประมาณ 58% แต่ก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญ การใช้งานดอลลาร์ในด้านอื่นๆ ก็เริ่มลดลงเช่นกัน นอกจากนี้ ธนาคารกลางหลายแห่งเริ่มเพิ่มการถือครองทองคำมากขึ้นเป็นประมาณ 4-10% ของทุนสำรอง
อย่างไรก็ตาม การที่จีนยังไม่พร้อมปล่อยให้หยวนเป็นสกุลเงินนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ และสหรัฐยังคงเหนือกว่าในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจนี้จึงคาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกนาน 20-30 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ โลกจะอยู่ในภาวะ “ฝุ่นตลบ” ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและความผันผวน
ภาพของความไม่แน่นอนจะมีมากขึ้นในปี 2026 ไม่ว่าจะเป็น ผลจากเศรษฐกิจโลกผู้เขียนคาดการณ์ว่าจะตกต่ำในช่วงตอนปี แต่จะเริ่มฟื้นตัวช่วงปลายปี แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ “Bottom Testing” หรือ “จุดวัดใจ” ที่คาดว่าจะเป็นจุดต่ำสุดนั้นจะใช่หรือไม่ หรือความเสี่ยงต่าง ๆ จะทำให้เศรษฐกิจที่ชะลอลงในครึ่งปีแรกจะตกต่ำต่อไปจนเกิดภาวะถดถอย
โลกหลัง Covid ไม่ได้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ก้าวเข้าสู่ยุค VUCA/BANI ที่มีความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความคลุมเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เศรษฐกิจโลกและไทยกำลังเข้าสู่ “จุดวัดใจ” ในไตรมาสแรกของปี 2026 ท่ามกลางความหวังจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่ซับซ้อนหลายประการ
ผู้ประกอบการและนักลงทุนจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์โดยเน้นการวิเคราะห์สถานการณ์หลายกรณี (Scenario Analysis) การวางแผนสำรองธุรกิจ (BCP) การกระจายความเสี่ยง (Diversification) และการประกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนจะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกภาคส่วน
ในยุคที่โลกยัง “ฝุ่นตลบ” นโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายอย่างเหมาะสมเท่านั้น จึงจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นความท้าทายในปีม้าพยศไปได้ ความสามารถในการปรับตัวและรับมือกับความไม่แน่นอนจะเป็นกุญแจสู่ความอยู่รอดและความสำเร็จในอนาคต
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่





