พลังงานเปิดทางธุรกิจ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ‘ Plug in’กับ‘กฟผ.’ฐานะ‘ลูกค้าตรง’

พลังงานเปิดทางธุรกิจ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’    ‘ Plug in’กับ‘กฟผ.’ฐานะ‘ลูกค้าตรง’

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ระบุว่า ปัจจุบัน(ต.ค.2567)มีโครงการ Data Center และ Cloud Service ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวม 46 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 167,989 ล้านบาท

 ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี และระยอง ซึ่งนอกจาก Google ที่ได้ประกาศแผนลงทุนและยื่นคำขอกับ

บีโอไอแล้ว ยังมีบริษัทชั้นนำระดับโลกได้เข้ามาลงทุนจัดตั้ง Data Center ในประเทศไทยแล้วหลายราย อาทิ Amazon Web Service (AWS) ที่ประกาศลงทุนในไทยกว่า 2 แสนล้านบาท ภายในปี 2580

โดยในเฟสแรก ได้ลงทุนสร้าง Data Center แล้ว 3 แห่ง เงินลงทุนกว่า 25,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการ NextDC จากออสเตรเลีย ลงทุน 13,700 ล้านบาท CtrlS จากอินเดีย ลงทุน 5,000 ล้านบาท STT GDC จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,500 ล้านบาท Evolution Data Center จากสิงคโปร์ ลงทุน 4,000 ล้านบาท Supernap (Switch) จากสหรัฐอเมริกา ลงทุน 3,000 ล้านบาท Telehouse จากญี่ปุ่น ลงทุน 2,700 ล้านบาท และ One Asia จากฮ่องกง ลงทุน 2,000 ล้านบาท

สำหรับธุรกิจการให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) มีบริษัทชั้นนำที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ เช่น Alibaba Cloud ลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท และ Huawei Technologies ลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท นอกจากบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศแล้ว ยังมีผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพสูงอีกหลายรายที่ลงทุนในธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ด้วย เช่น บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซนเตอร์, บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย และบริษัท GSA ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง Gulf, Singtel และ AIS

   การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่4/2568 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อเร็วๆนี้ มีประเด็นที่ที่ประชุมให้ความเห็นชอบหลายเรื่อง โดยเรื่องที่น่าสนใจและเป็นการวางรากฐานของการก้าวไปข้างหน้าของประเทศสู่ยุคดิจิทัลคือการสนับสนุน“กลุ่มผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าประเภทData Center”

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุม ว่า  ที่ประชุม กพช. ยังได้มีมติเห็นชอบหลักการแก้ไขพระราชกฤษฎีกากำหนดผู้ใช้พลังงานไฟฟ้า พ.ศ.2512 โดยเพิ่มกลุ่มผู้ใช้พลังงานไฟฟ้าประเภทData Center ตั้งแต่200 เมกะวัตต์ขึ้นไป ให้สามารถเป็นลูกค้าตรง (Direct Customer) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ได้ 

โดยมติดังกล่าวเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล การขยายตัวของอุตสาหกรรมData Center และการลงทุนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทย 

“โดย กฟผ. จะสามารถจ่ายไฟฟ้าจากระบบส่งที่มีความมั่นคงสูงให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่โดยตรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุไฟฟ้าดับ ลดการลงทุนซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ”

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบกรณีข้อพิพาทจากการดำเนินการตามนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ทั้งนี้ในประเด็นเรื่องการพิจารณาขยายกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจากเหตุสุดวิสัย เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งผลการพิจารณาของ กกพ. ถือเป็นที่สุด โดยไม่ต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณา และ มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำข้อพิพาททางปกครองจากการดำเนินการตามนโยบายรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในประเด็นอำนาจหน้าที่ของ กพช. ในการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองหรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

สำหรับธุรกิจ“Data Center และ Cloud Service ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ที่สามารถเชื่อมโยงคน และเทคโนโลยีนำไปสู่การสร้างงานทักษะสูงทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งช่วยส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่น การผลิต การเงิน เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ธุรกิจด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจบริการต่างๆ หนุนกระบวนการ Digital Transformation และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจในโลกยุคใหม่ได้