"ส.อ.ท." เดินหน้าร่วมส่งน้ำใจคนไทยสู่ภาคใต้ มอบถุงยังชีพ และสิ่งของที่จำเป็น เพื่อเร่งเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย
ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยที่ยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในหลายพื้นที่ของภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง โดยวันนี้ (วันที่ 1 ธันวาคม 2568) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. พร้อมคณะผู้บริหารและพนักงาน ได้จัดเตรียมถุงยังชีพกว่า 1,000 ชุด พร้อมด้วยสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นจำนวนมาก เพื่อนำไปมอบให้ยังสำนักงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา และศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 เพื่อกระจายความช่วยเหลือสู่พื้นที่ประสบภัย
สิ่งของที่ได้รับการบริจาคในครั้งนี้มีทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารและขนมพร้อมทาน น้ำดื่ม นม ยาสีฟัน แชมพู ยารักษาโรค ยาสามัญประจำบ้าน ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็กและผู้สูงอายุ หมอน กระดาษชำระ ถุงขยะ ไม้กวาดทางมะพร้าว อุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาด รองเท้าแตะ รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยง เพื่อตอบโจทย์ความจำเป็นหลากหลายด้านของประชาชนในช่วงวิกฤต ซึ่งทั้งหมดจัดขึ้นภายใต้ “โครงการส่งน้ำใจคนไทยสู่ภาคใต้” ที่ดำเนินการร่วมกันระหว่างมูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) โดยได้รับการสนับสนุนรถขนส่งของบริจาคจากบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด นำโดยนายอนันต์ นุ่มดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านปฏิบัติการนครหลวง และบริษัท มีโชคขนส่ง จำกัด นำโดยนางสาวเจนจิรา กงทอง รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา
ควบคู่กับการส่งมอบถุงยังชีพ วันนี้ ส.อ.ท. ยังได้ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของสมาชิกในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งพบว่ามีโรงงานอุตสาหกรรมใน 9 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พัทลุง และสตูล ได้รับผลกระทบรวมมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท จึงเตรียมร่วมหารือร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และวางแนวทางสนับสนุนการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ
ในโอกาสนี้ นายเกรียงไกร ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมขอส่งกำลังใจให้แก่ผู้ประสบภัยทุกคน รวมถึงเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางความยากลำบาก พร้อมยืนยันว่า ส.อ.ท. จะเดินเคียงข้างพี่น้องไทยในทุกสถานการณ์ และเร่งผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคใต้ให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
เพื่อให้การฟื้นฟูดำเนินไปอย่างเป็นขั้นตอน ส.อ.ท. จึงจัดทำข้อเสนอแนวทางการช่วยเหลือแบ่งออกเป็น 3 ระยะ เริ่มจาก มาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน (ช่วงน้ำลด – 3 เดือน) แบ่งเป็น
1.1 กองทุนซ่อมเครื่องจักรเร่งด่วน
- เงินสนับสนุนเฉพาะกิจสำหรับซ่อมเครื่องจักร/ระบบไฟฟ้า
- ใช้รูปแบบ MATCHING FUND เช่น “รัฐ 50% – โรงงาน 50%”
- สามารถลดช่วงเวลาที่สายการผลิตหยุดทำงาน (DOWNTIME) และช่วยให้โรงงานกลับมาผลิตเร็วขึ้น
1.2 จัดทีมวิศวกรเคลื่อนที่ (INDUSTRIAL FAST RESPONSE TEAM) และโครงการ “RE-EQUIPMENT” ซ่อม/เปลี่ยนอุปกรณ์ราคาประหยัด
- ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษาด้านการฟื้นฟูเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมทั้งช่วยจับคู่ (MATCHING) กับบริษัทที่จำหน่ายเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบในราคาพิเศษ
- ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณผ่านสถาบันอาชีวะ ในพื้นที่ดำเนินโครงการ “RE-EQUIPMENT” ซ่อม/เปลี่ยนอุปกรณ์ราคาประหยัด
1.3 โครงการ “พี่ช่วยน้องอุตสาหกรรมไทย” (INDUSTRIAL EQUIPMENT SHARING PROGRAM)
- บริษัทของพี่ดำเนินโครงการแบ่งปันเครื่องมือ–เครื่องจักรที่ไม่ได้ใช้งานให้แก่ “บริษัทน้อง” ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเพื่อช่วยให้สามารถกลับมาดำเนินกระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ลดระยะเวลา DOWNTIME ลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยทั้งระบบ โดยมีรูปแบบการดำเนินงาน 3 แนวทาง ได้แก่ 1) การแบ่งปัน (SHARING) 2) การให้เช่า (LEASING) 3) การใช้งานร่วมกันผ่าน (POOL) โดยโครงการนี้จะดำเนินการควบคู่กับการสำรวจ ความต้องการและศักยภาพเพื่อ MATCHING รวมถึงการบริหารจัดการโลจิสติกส์และการติดตั้งเครื่องจักร
- บริษัทพี่จะสนับสนุนส่วนลดค่าเครื่องจักร อุปกรณ์ และวัตถุดิบ เพื่อให้กับบริษัทน้องที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องปั๊มลม อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า เครื่องมือช่าง เป็นต้น
1.4 สินเชื่อ SOFT LOAN เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0.1–1%
- ปล่อยสินเชื่อ SOFT LOAN ให้เฉพาะผู้ประกอบการในพื้นที่ภัยพิบัติ อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ 0.1–1%
- วงเงินสำหรับทุนหมุนเวียน ซ่อมแซม ซื้อวัตถุดิบ
- ระยะปลอดชำระเงินต้น 12–18 เดือน
1.5 จัดตั้งศูนย์จัดการขยะชั่วคราว เพื่อทำหน้าที่รวบรวม–คัดแยก–พัก–ขนส่ง–กำจัด ขยะหลังน้ำลดในพื้นที่ประสบอุทกภัย
- กำหนดจุดตั้งศูนย์ในพื้นที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม เข้าถึงง่าย แยกโซนชัดเจน เช่น ขยะทั่วไป ขยะอินทรีย์ ขยะก่อสร้างและซากเฟอร์นิเจอร์ และขยะอันตราย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ
- จัดทีมเก็บขยะหลังน้ำลดแบบรายวัน พร้อมรถขนส่งเฉพาะประเภท เพื่อนำส่งไปกำจัดที่ถูกต้องตามมาตรฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกรมควบคุมมลพิษ
- จัดเจ้าหน้าที่ตรวจคัดกรองวัสดุอันตราย ตั้งระบบฉีดพ่นน้ำลดฝุ่นและกลิ่น จัดการน้ำเสียจากพื้นที่พักขยะ รวมถึงรณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกก่อนนำมาทิ้ง
1.6 เครื่องจักรและวัตถุดิบสามารถย้ายออกจากโรงงานไปยังสถานที่อื่นหรือส่งออกในกรณีฉุกเฉินได้ โดยขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สามารถกระทำได้ภายหลัง
- สามารถขนย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบออกไปยังพื้นที่ปลอดภัย หรือส่งออกไปยังบริษัทเครือข่ายต่างประเทศโดยไม่ต้องรออนุมัติล่วงหน้า โดยผู้ประกอบการสามารถจัดทำบัญชีรายการเครื่องจักร/วัตถุดิบที่เคลื่อนย้าย พร้อมเอกสารประกอบ เพื่อใช้ยื่นแจ้ง BOI ภายหลัง โดยอนุญาตให้ยื่นรายงานย้อนหลังภายในระยะเวลาที่กำหนด ภายใน 15–30 วันหลังเหตุการณ์สงบ
จากนั้นจึงต่อเนื่องด้วย มาตรการระยะกลาง (3–12 เดือน) ได้แก่
1.1 โครงการช่วยค่าประกันภัยน้ำท่วม
- รัฐช่วยสมทบเบี้ยประกันภัยน้ำท่วม 30–50%
- ลดความเสี่ยง และช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงประกันได้ง่ายขึ้น
- ลดภาระงบเยียวยารัฐในอนาคต
1.2 สนับสนุนการย้ายเครื่องจักร/คลังสินค้าไปพื้นที่ปลอดภัย
- สนับสนุนเงินชดเชยค่าโลจิสติกส์ ค่าใช้จ่ายในการย้ายที่อยู่ (RELOCATION) และค่าปรับผังโรงงาน
- กระตุ้นให้โรงงานย้ายระบบวิกฤต (CRITICAL SYSTEM) ให้สูงขึ้นหรือไปตำแหน่งเสี่ยงต่ำ
1.3 สนับสนุนแรงงาน
- เงินอุดหนุนค่าแรงชั่วคราวให้โรงงานที่ยังไม่กลับมาผลิตเต็มกำลัง
- ฝึก RESKILL และ UPSKILL แรงงานช่วงโรงงานหยุด
1.4 ยกเว้นอากรนำเข้าวัตถุดิบที่นำเข้า ตามมาตรา 36 ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุอุทกภัย
- ยกเว้นอากรนำเข้าทดแทนวัตถุดิบที่เสียหาย โดยอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม สามารถนำเข้าวัตถุดิบใหม่มาทดแทนในปริมาณที่เทียบเท่าของที่สูญเสีย โดยไม่ต้องชำระอากรขาเข้า เพื่อเร่งฟื้นฟูการผลิต
1.5 มาตรการด้านภาษี
- ยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประจำปี 2569 สำหรับผู้ประสบอุทกภัย จากเดิมที่ขยายเวลาเก็บภาษีที่ดินสิ่งปลูกสร้าง ปี 2569 ไป 6 เดือน
- หักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรซ่อมแซมได้เร็วขึ้น (ACCELERATED DEPRECIATION)
- ลดหย่อนภาษีสำหรับโครงการสร้างการป้องกันอุทกภัย (FLOOD PROTECTION)
- ยกเว้นภาษีนำเข้าอะไหล่–เครื่องจักรที่ใช้ซ่อมโรงงาน
1.6 มาตรการส่งเสริมฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่ภาคใต้
- โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวภาคใต้
- มหกรรมไลฟ์ขายสินค้าช่วยชาวใต้โดยอินฟลูเอนเซอร์หรือติ๊กต็อกเกอร์
- โครงการจ้างงานเร่งด่วน (CASH-FOR-WORK) ในงานซ่อมแซมชุมชน และส่งเสริมอาชีพตามศักยภาพพื้นที่
- ส่งเสริม E-COMMERCE ข้ามแดนสำหรับสินค้าท้องถิ่น
สำหรับ มาตรการระยะยาว (1 ปีขึ้นไป) ส.อ.ท. เสนอให้มีการยกระดับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยมุ่งเน้น
- จัดตั้งระบบบริหารจัดการน้ำแบบรวมศูนย์และบูรณาการทุกหน่วยงาน
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานป้องกันน้ำท่วมเชิงระบบ เช่น เร่งสร้างและปรับปรุงเขื่อน อ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำใหม่ ระบบผันน้ำขนาดใหญ่ ส่งเสริมโครงการธรรมชาติลดความเสี่ยง
- พัฒนาคลองระบายน้ำ เมืองระบายน้ำเร็ว (SMART DRAINAGE) และระบบเตือนภัยล่วงหน้า
- ปฏิรูปการบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยงและสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชน เช่น จัดโซนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
- ส่งเสริมเทคโนโลยีและข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า
- ผลักดันงบประมาณและความต่อเนื่องระดับรัฐบาล เช่น จัดตั้งงบระยะยาวแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง การกำหนด “ตัวชี้วัดแห่งชาติ” (NATIONAL KPI) วัดความสำเร็จ เป็นต้น
ส.อ.ท. ขอร่วมส่งพลังใจไปยังผู้ประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่ และขอชื่นชมเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่ร่วมกันทำงานอย่างสุดความสามารถ หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายโดยเร็ว และเราจะร่วมกันก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง





