วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ชงรื้องบฯบูรณาการน้ำ 6 หมื่นล้าน สร้างเครื่องมือป้องกันภัยพิบัติ

ชงรื้องบฯบูรณาการน้ำ 6 หมื่นล้าน สร้างเครื่องมือป้องกันภัยพิบัติ

งบประมาณการบริหารจัดการน้ำ ถือเป็นงบประมาณที่รัฐบาลทุกรัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทุกปีงบประมาณ โดยเฉลี่ยมีงบประมาณปีละกว่า 1 แสนล้านบาทที่ใช้ในเรื่องนี้ แบ่งเป็นงบบูรณาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศปีละกว่า 60,000 ล้านบาท และงบประมาณเยียวยาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยแล้งอีก ปีละ 40,000-50,000 ล้านบาท 

สำหรับงบประมาณในการเยียวยาผลกระทบน้ำท่วมและน้ำแล้งจะใช้จากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งเป็นอำนาจในการอนุมัติของนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า หลังจากที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอุทกภัยรุนแรงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกนำมาหารือกันในการจัดทำงบประมาณของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง 

รวมทั้งล่าสุดในการจัดทำงบประมาณปี 2570 ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เช่น กรมชลประทาน สำนักงานบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง รวมทั้งสำนักงบประมาณ ได้มีการหารือกัน 

ทั้งนี้ เพื่อทำข้อเสนอถึงรัฐบาลขอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำงบประมาณในการบริหารจัดการน้ำในส่วนของแผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศที่มีวงเงิน 6 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยขอให้มีการตั้งงบประมาณสนับสนุนโครงการขนาดใหญ่ที่เป็นโครงการระยะยาวมากกว่าเป็นโครงการระยะสั้น เพื่อมุ่งไปที่การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศเป็นสำคัญ

ขณะที่แนวทางการอนุมัติงบประมาณน้ำปัจจุบันในส่วนงบบูรณาการน้ำ โดยปกติควรจะเป็นงบประมาณในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำของประเทศในระยะหลังถูกแทนที่ด้วยโครงการขนาดเล็ก ที่มีการผลักดันโดยฝ่ายการเมือง ทำให้โครงการที่เป็นโครงการขนาดใหญ่นั้นถูกเลื่อน หรือชะลอออกไป 

เสนอป้องกันนักการเมืองซอยงบน้ำ

"ผู้บริหารของหลายหน่วยงานราชการเห็นตรงกันว่าจากภัยพิบัติเรื่องน้ำที่ประเทศไทยเผชิญบ่อยขึ้นนั้นจะต้องเปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณเรื่องน้ำที่ตอบโจทย์ทางการเมืองมาเป็นการตอบโจทย์ของประเทศ โดยให้ยึดแผนยุทธศาสตร์การจัดการน้ำระยะยาวมากกว่าระยะสั้น และขอให้รัฐบาลนำแนวคิดนี้มาใช้ตั้งแต่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ที่กำลังดำเนินการโดยทันที" แหล่งข่าวกล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นได้เสนอแผนบูรณการบริหารจัดการน้ำประจำปี 2570 เพื่อลดผลกระทบที่จะสร้างความเดือดร้อนเสียหายต่อการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน และเร่งรัดดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 อยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ที่มีนายโสภณ ซารัม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยอยู่ขั้นตอนที่คณะกรรมการลุ่มน้ำให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ กนช.พิจารณาภายในเดือน ธ.ค.2568 

โดยมีเงื่อนไขแต่ละเป้าหมายภายใต้แผนงานบูรณาการ ต้องมีหน่วยรับงบประมาณตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปร่วมกันรับผิดชอบดำเนินการ และต้องสอดคล้องแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 

ด้านที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค 

ด้านที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต 

ด้านที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย 

ด้านที่ 4 การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศทรัพยากรน้ำ 

ด้านที่ 5 การบริหารจัดการ

สำหรับแต่ละเป้าหมายต้องมีแนวทางการดำเนินงานที่เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เช่น การสร้างพื้นที่ชะลอน้ำ เชื่อมโยงกับการสร้างระบบระบายน้ำ ไปจนถึงการดำเนินการตามแผนป้องกัน-เผชิญเหตุ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาได้ครบวงจร และงบประมาณรายจ่ายที่ใช้ต้องแก้ไขปัญหาและลดผลกระทบให้ประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ 

เสนอจัดงบประมาณตามลำดับเร่งด่วน

รวมทั้งจะจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินการในพื้นที่ที่มีปัญหารุนแรงมากที่สุดก่อน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและใช้งบประมาณได้ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

สำหรับแผนบูรณาการงบประมาณการจัดการน้ำที่ ครม.อนุมติล่าสุดเดือน มิ.ย.2568 และกำลังปรับปรุงภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี 2 จำนวน 55,003 รายการ วงเงิน 439,440 ล้านบาท โดยเป็นแผนบูรณาการ 8 กระทรวง 67 จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1,643 แห่ง

ทั้งนี้ การปรับปรุงงบประมาณบูรณาการโครงการน้ำในปี 2570 ต้องให้ความสำคัญกับโครงการที่เป็นความเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอุทกภัยรุนแรงในพื้นที่เศรษฐกิจอีก เช่น ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ต้องปรับปรุงระบบจัดการน้ำ เช่น การขุดลอกคลอง ร.1 เพื่อเพิ่มความลึก รวมทั้งขุดขยายคลองอู่ตะเภา ให้คลองทั้ง 2 สาย มีศักยภาพการรับน้ำได้เพิ่ม 

นอกจากนั้นอาจต้องวางแผนโครงการที่เป็นเครื่องมือใหม่ที่ตัดยอดน้ำที่ลงมาจากภูเขา เช่น เขาคอหงส์เพื่อตัดยอดปริมาณน้ำไม่ให้ไหลเข้ามาในพื้นที่เมืองหรือพื้นที่ใกล้เคียงแต่ให้ไหลไปลงทะเลสาบสงขลาเพื่อระบายของสู่ทะเลได้เร็วขึ้น สำหรับโครงการกลุ่มนี้ควรยกมาพิจารณาเป็นโครงการเร่งด่วน เพื่อเป็นเครื่องมือบริหารจัดการน้ำในพื้นที่

ขณะที่ในลุ่มน้ำภาคกลางนั้นต้องพิจารณาสร้างเชื่อนเพิ่มเติมในบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาเหนือเขื่อนชัยนาทเพื่อตัดแบ่งน้ำจากเจ้าแม่น้ำเจ้าพระยาตอนต้นให้ลงมาในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและตอนปลายลดลง