วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

'เอกชน' ผ่าปัญหาโครงสร้างไทย 'รัฐใหญ่-กฎหมายล้าสมัย' ฉุดจังหวะเติบโตโลก

'เอกชน' ผ่าปัญหาโครงสร้างไทย 'รัฐใหญ่-กฎหมายล้าสมัย' ฉุดจังหวะเติบโตโลก

วันนี้ (28 พ.ย. 2568) นายบรรยง พงษ์พาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวในการเสวนา Spotlight Day 2025 "New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่" หัวข้อ Executive Roundtable/Driving in the Wave of Deglobalization จัดโดย SPOTLIGHT ว่าด้วยทิศทางเศรษฐกิจไทยภายใต้ระเบียบโลกใหม่ว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะเคยเติบโตอย่างคึกคักในยุคโลกาภิวัตน์ (ปี 1985-2020) เฉลี่ยสูงถึง 4.5–5%

โดยประเทศกำลังพัฒนาขยายตัวเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วถึง 2 เท่า แต่ประเทศไทยกลับได้รับประโยชน์จริงเพียงระยะต้น ระหว่างปี 1985-1997 เท่านั้น หลังปี 2000 เป็นต้นมา ไทยสามารถเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกเพียง 3 ปี สะท้อนความผิดปกติบางประการในโครงสร้างการพัฒนา

นายบรรยง กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งประเทศมาจาก ความอ่อนแอของโครงสร้างเชิงสถาบัน (Inclusive Institution) โดยตัวชี้วัดสำคัญทั้ง 5 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพและคอร์รัปชัน การศึกษา และหลักนิติธรรม ล้วนมีแนวโน้มถดถอยลงทั้งหมด อาทิ Rule of Law Index จากเดิมอันดับ 50 ลดลงมาอยู่ที่ 82 ขณะที่ Corruption Perception Index จากลำดับ 70 ลดลงสู่ 108

'เอกชน' ผ่าปัญหาโครงสร้างไทย 'รัฐใหญ่-กฎหมายล้าสมัย' ฉุดจังหวะเติบโตโลก

สำหรับภาพรวมของปัญหาเชิงสถาบันไทย ประกอบด้วย 1. ประชาธิปไตยไม่จริง 2. ชิงกันโกง 3. ทางโล่ง 4. ทุนใหญ่ไม่ใฝ่การเรียน 5. เซียนคุมศาล ถือซึ่งเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่ความเหลื่อมล้ำในระบบ แม้ว่าความเสี่ยงด้านเสถียรภาพการเงินจะยังไม่สูงนักก็ตาม

นายบรรยง แบ่งโครงสร้างภาคธุรกิจไทยออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ค้ากับโลก ภาคส่งออกที่ต้องแข่งขันระดับสากล 2. ค้ากับเรา ธุรกิจภายในประเทศ เช่น ธนาคาร โทรคมนาคม และบริการจำเป็น และ 3. ค้ากับรัฐ กลุ่มที่พึ่งพารัฐโดยตรง

'เอกชน' ผ่าปัญหาโครงสร้างไทย 'รัฐใหญ่-กฎหมายล้าสมัย' ฉุดจังหวะเติบโตโลก

“ค้ากับรัฐ รวยสุด เนื่องจากรัฐไทยมีขนาดใหญ่และมีอำนาจกว้าง ทั้งจำนวนข้าราชการกว่า 3.2 ล้านคน และรัฐวิสาหกิจที่มีสินทรัพย์รวมสูงถึง 20 ล้านล้านบาท ซึ่งหลายส่วนยังขาดประสิทธิภาพและเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อคอร์รัปชัน ทั้งนี้ หากต้องการยกระดับการแข่งขันของประเทศ ต้อง ลดขนาด บทบาท และอำนาจของรัฐลง ให้อยู่ในระดับที่จำเป็นและโปร่งใสเท่านั้น"

นายบรรยง ได้กล่าวถึงความล้มเหลวของการปฏิรูปกฎหมายไทยด้วยว่า แม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ. อำนวยความสะดวกปี 2559 และแนวทาง Regulatory Guillotine แต่กลับขับเคลื่อนอย่างล่าช้าและไร้ผลจริง เนื่องจากเหตุปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ

1. ไม่ได้รับการยกเป็น National Agenda 2. ไม่มีหน่วยงานถาวรรับผิดชอบ 3. การแก้กฎหมายต้องขออนุญาตเจ้าของกฎหมายก่อน ซึ่งมักปฏิเสธโดยอ้างว่า “จำเป็นต้องมี” และ 4. คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย ซึ่งมีแนวโน้มจะรักษากฎระเบียบและหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

"หากไม่ปรับปรุงสถาบันและลดความเทอะทะของรัฐ ประเทศไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันต่อเนื่อง และไม่สามารถคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่ได้ทันเวลา"