นักวิชาการ จี้รัฐ เร่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพออกใบรับรองพันธุ์ในตลาด ช่วยลดต้นทุน สร้างมุมมองข้าวไม่ใช่แค่อาหารอิ่มท้อง ใช้นวัตกรรมบน platform ใหม่นำสู่การเปลี่ยนแปลงตลอดห่วงโซ่
รศ.สมพร อิศวิลานนท์กรรมการบริหารมูลนิธิข้าวไทย เปิดเผย ในการบรรยายพิเศษ เรื่อง“การพัฒนาวงการข้าวไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน” ในการสัมมนากรมการข้าวเรื่อง การขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาการผลิตข้าวและการพัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มเกษตรกร ว่า โครงสร้างการผลิตข้าวของไทยปัจจุบัน ใช้พื้นที่จำนวนมาก แต่ผลผลิตยังต่ำ โดยมีพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 72 ล้านไร่ แยกเป็นนาปี 62 ล้านไร่ และนาปรัง 10 ล้านไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 33 ล้านตันข้าวเปลือก โดยเป็นผลผลิตนาปี 27 ล้านตัน และนาปรัง 6 ล้านตัน แต่ภาคการผลิตข้าวมี Productivity ที่ต่ำทำให้มีสัดส่วนต่อจีดีพีของประเทศ ประมาณ 1.5%
ครัวเรือนและแรงงานในภาคการผลิตข้าวมีมากและอยูในภาวะสูงวัย โดยไทยมีครัวเรือนที่ทำนาประมาณ 61% หรือ 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 45% หรือ 20 ล้านคน เป็นแรงงานเกษตรและเกินกว่า50% เป็นแรงงานในภาคการผลิตข้าว
ครัวเรือนชาวนาส่วนใหญ่เป็นครัวเรือนขนาดเล็ก อยู่ในกลุ่มเปราะบาง มีระดับรายได้ต่ำ และหนี้สินสูง แรงงานในภาคการเกษตรและภาคการผลิตข้าวอยู่ในกลุ่มผู้สูงวัย มีอายุเฉลี่ยประมาณ 59 ปี
เร่งกระตุ้นการทำนาผสมผสาน
การทำนาอยู่ในพื้นที่ชลประทานมีเพียง 22% ของพื้นที่การเกษตรการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำการเกษตร ผสมผสานยังอยู่ในขอบเขตจำกัดและมีน้อย
นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศโลกส่งผลให้เกษตรกรมีความเสี่ยงทั้งจากภัยน้ำท่วมและฝนแล้งมากขึ้น สร้างความเสียหายต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรตามมา
การทำนาแบบดั้งเดิมทำให้ green house gas emissionการเผาตอซังหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่ชลประทานเพื่อการปลูกข้าวฤดูต่อไปให้เร็วขึ้นทำให้นำไปสู่การสร้างผลภาวะด้านสิ่งแวดล้อมและฝุ่น PM 2.5 ในขณะที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญกับข้าวพื้นนุ่มและข้าวพรีเมี่ยม ส่วนข้าวสารเจ้าที่ไทยผลิตได้ส่วนใหญ่มีการแข่งขันด้านราคาที่สูงโดยเฉพาะข้าวสารเจ้า 5% และ 25% ส่วนตลาดข้าวพาร์บอยอินเดียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่
เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิต-ลดต้นทุน
การลงทุนวิจัยมีผลต่อศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขัน โดยผ่านทางต้นทุนที่ลดลงหรือคุณภาพที่เพิ่มขึ้น แต่งบประมาณการลงทุนวิจัยด้านข้าวของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับคู่แข่งคือเวียดนามลงทุนวิจัยไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท อินเดียประมาณ 36,000 ล้านบาท ทำให้งานวิจัยโดยเฉพาะการปรับปรุงพันธุ์ทำได้ช้า ผลผลิตต่อไร่ยังต่ำ เฉลี่ยที่ 498 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับคู่แข่งที่ 700-1,000 กิโลกรัมต่อไร่ และไม่ทันต่อความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น บนฐานเศรษฐกิจใหม่ ข้าวของไทยควรได้รับการปรับมุมมองที่เปลี่ยนไปข้าวไม่ใช่แค่อาหารอิ่มท้องไม่ใช่staple foodแต่ข้าวเป็นวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์ด้านโภชนาการและผลิตภัณฑ์เพื่อการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และความงาม ซึ่งข้าว 1 ต้นมีประโยชน์อย่างหลากหลาย เช่นไฟโตเฟอร์ริบินสูงโฟลเลตสูงไฮดีเอโรทีนข้าวบางชนิดมีน้ำตาลต่ำเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานด้วย
การใช้นวัตกรรมบน platform ใหม่ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าในกระบวนการผลิตต้นน้ำสู่ปลายน้ำของสินค้าข้าว ด้านการสร้างความยั่งยืน(sustainability) และเกษตรกรมั่นคงในระบบเศรษฐกิจการผลิตข้าวไทย มีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนายกระดับทุนทั้ง 4 ประเภทไปพร้อมกัน คือ ทุนมนุษย์ ทุนทางการผลิต ทุนทางสังคม และทุนทรัพยากรธรรมชาติ เร่งขับเคลื่อน การเกษตรแม่นยำและตลาดออนไลน์บนฐานของดิจิทัลเทคโนโลยีเป็นทางเลือกที่สำคัญที่เอื้อให้เกิดระบบนิเวศการผลิตใหม่ ด้วยการสร้างโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้รวดเร็วและการเชื่อมต่อทางธุรกิจทั้งการเข้าถึงปัจจัยการผลิตและการเข้าถึงช่องทางทางการตลาด ทำให้ช่องว่างระหว่างชนบทกับเมืองของเกษตรกรรายย่อยแคบลง
ลดความสูญเสียกระบวนการผลิต
สนับสนุนการปรับเปลี่ยน Platform การเกษตร สู่เกษตรอัจฉริยะ ลดความเสียหายจากcrop failureลดต้นทุน ยกระดับสู่ธุรกิจฟาร์ม สร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้น และรวมถึงการปรับเปลี่ยนสู่ ตลาดออนไลน์ การเพิ่มทักษะให้กับเกษตรกรสนับสนุนให้คนหนุ่มสาวกลับถิ่นฐานมาสร้างทางเลือกในการประกอบอาชีพการเกษตรและการเป็นผู้ให้บริการทางการเกษตร ภายในชุมชน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานภาครัฐ ต้องเร่งลดคอขวดของตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวและปัจจัยการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกระจายเมล็ดพันธุ์ เพราะปัจจุบันตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวยังเป็นตลาดที่มีการกำกับดูแลต่ำ การขายพันธุ์ของร้านค้ามีช่องโหว่ด้านมาตรฐานและคุณภาพ ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทั้งในด้านค่าใช้จ่าย ผลผลิต และรายได้
เปิดดีมานด์เมล็ดพันธุ์ข้าวปีละ1.41 ล้านตัน
โดยชาวนามีความต้องการเมล็ดพันธุ์ในแต่ละปีมีประมาณ 1.41 ล้านตันในแต่ละปีผลิตศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวของกรมการข้าวจะผลิตพันธุ์จำหน่ายได้ประมาณ 100,000 ตัน และการผลิตจากการสนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนอีกประมาณ 280,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ดี พันธุ์บริสุทธิ์ของเกษตรกรทำได้จำกัดมาก
เกษตรกรใช้วิธีเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เอง และซื้อในตลาดที่มีปัญหาข้าวปลอมปน เมื่อนำไปปลูก ทำให้มีปัญหาแพร่ระบาดของข้าวดีดข้าวเด้งหรือวัชพืช ข้าวแพร่กระจายในวงกว้างส่งผลกระทบต่อต้นทุนและผลผลิตในระดับไร่นา
ดังนั้นการเร่งปรับระบบเพื่อสร้างกลไกตลาดเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจึงน่าจะเป็นวาระเร่งด่วนที่ควรเร่งดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะความเข้มงวด สร้างระบบตรวจสอบรับรองพันธุ์ปลอมปนในตลาดเมล็ดพันธุ์ จะทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวลดลงในขณะที่คุณภาพของผลผลิตดีขึ้น





