วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เอกนิติ' กระตุ้นไทยคว้า 'โอกาส' ใต้ระเบียบโลกใหม่ ชี้ต่างชาติสนใจลงทุนไทยหลายอุตสาหกรรม

“เอกนิติ” กระตุ้นไทยคว้า "โอกาส" ภายใต้ระเบียบโลกใหม่  ยันรักษาวินัยการคลัง ควบคู่ดันการลงทุน ปลดล็อกลงทุน 4.8 แสนล้านบาท เตรียมพร้อมคนสู่โลก AI เพิ่มทักษะร้านค้าคนละครึ่งเข้าโครงการแล้วกว่า 7.8 หมื่นคน เตรียมดันโครงการ Low Carbon City เข้าครม. 

KEY POINTS

  • นักลงทุนต่างชาติสนใจลงทุนในไทยหลายอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง เช่น เกษตรสมัยใหม่, อาหาร, อิเล็กทรอนิกส์, ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และการแพทย์ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เติบโตถึง 90%
  • รัฐบาลผลักดันโครงการ "Thailand Fast Pass" เพื่อปลดล็อกอุปสรรคด้านสาธารณูปโภค การขออนุญาต และที่ดิน ให้กับโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติแล้วสามารถดำเนินการได้จริง
  • รัฐบาลเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดเพื่อรองรับการลงทุนยุคใหม่ และส่งเสริมการพัฒนาทักษะบุคลากร (Reskill/Upskill) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับระเบียบโลกใหม่ เช่น เทคโนโลยี AI และมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในหัวข้อ Thailand's Moment: Igniting Economic Revival ในงาน Spotlight Day 2025   "New World Order เศรษฐกิจไทยในระเบียบโลกใหม่" จัดโดย SPOTLIGHT วันที่ 28 พ.ย.2568 ว่า ในการออกแบบนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลดำเนินการภายใต้กรอบเวลาที่จำกัดเพียง 4 เดือน

ทั้งนี้ รัฐบาลมุ่งหวังให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตไปพร้อมกัน โดยในการทำนโยบายได้คิดในกรอบว่าประเทศไทยยังมีโอกาส ท่ามกลางข้อจำกัดหลายอย่างเช่นเรื่องของงบประมาณ รวมทั้งการรองรับเรื่องของระเบียบโลกใหม่ (New World Order) 

รวมทั้งในการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายยอมรับความเป็นจริงว่า รัฐบาลต้องเผชิญกับข้อจำกัดหลายด้าน ทั้งงบประมาณที่มีจำกัด และการถูกเตือนจากบริษัทจัดอันดับ (Rating Agency) โดยระบุว่าไทยเคยถูก 2 หน่วยงานปรับมุมมอง (Outlook) ไปแล้วก่อนที่ตนจะเข้ารับตำแหน่ง และเหลือเพียง 1 แห่งที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นไว้คือ S&P ที่ได้มีการคงอันดับเครดิตเรตติ้งของไทยไว้

นอกจากนี้ ปัญหาใหญ่คือระเบียบโลกที่เปลี่ยนไป ทั้งการแข่งขันทางการค้าอย่างรุนแรง การใช้นโยบายภาษี ของโดนัลด์ ทรัมป์ เทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง 

“การแสดงความตั้งใจที่ใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นการแสดงความชัดเจนในการใช้เงิน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ S&P คง Outlook ของไทยไว้ได้เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การกระทำที่สร้างความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนคือการ คืนเงินให้กับ ธกส. เป็นสิ่งแรก จากการดำเนินนโยบายเหล่านี้ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น เศรษฐกิจในไตรมาส 4  น่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ แต่สิ่งสำคัญคือการวางรากฐานระยะยาวสำหรับการลงทุนในอนาคตและการเติบโตที่ครอบคลุม (Inclusive Growth) ต่อไป”

'เอกนิติ' กระตุ้นไทยคว้า 'โอกาส' ใต้ระเบียบโลกใหม่ ชี้ต่างชาติสนใจลงทุนไทยหลายอุตสาหกรรม

รองนายกฯ และ รมว.คลัง กล่าวต่อว่าแม้การแข่งขันทางการค้าจะรุนแรง แต่ไทยยังมีโอกาส โดยพิจารณาจากตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุน (Application)ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เติบโตสูงถึง 90%

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมที่นักลงทุนยังให้ความสนใจคือสาขาที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) อุตสาหกรรมอาหาร (Food Processing) สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะ Printed Circuit Board (PCB)  นอกจากนั้นยังมีการอัปเกรดฐานการผลิตรถยนต์เป็นรถยนต์ Hybrid หรือไฟฟ้า (EV) และศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub)

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ได้เข้าไปดูในเรื่องของปัญหาคือโครงการจำนวนมากที่ได้รับอนุมัติบัตรส่งเสริมแล้ว และ พร้อมจะลงทุนจริง ซึ่งมีกว่า 80 โครงการ ที่มีมูลค่าประมาณ 480,000 ล้านบาท กลับติดปัญหาไม่สามารถลงมือได้จริง เนื่องจากมีอุปสรรคเรื่องน้ำ ไฟฟ้า วีซ่า การขออนุญาต และที่ดิน
เพื่อแก้ไขปัญหานี้

รัฐบาลจึงได้ผลักดันโครงการ "Thailand Fast Pass" ซึ่งได้รับอนุมัติจาก ครม. เศรษฐกิจและ ครม. แล้ว เพื่อปลดล็อกอุปสรรคเหล่านี้ให้การลงทุนเกิดขึ้นจริง


“การปลดล็อกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เงินงบประมาณใหม่สักบาท สำหรับการแก้ไขระยะยาว จะมีการนำปัญหาจริงที่พบจากโครงการขนาดใหญ่ 80 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่เกิน 1 พันล้านบาท ส่งต่อให้ชุดทำงานเรื่องการปรับปรุงข้อกฎหมาย "กิโยติน" ของรัฐบาลเพื่อปรับปรุงกฎระเบียบและวางระบบอนุญาตโดยใช้ดิจิทัล” 


นอกจากนี้รัฐบาลยังต้องการเร่งรัดเรื่องของการวางโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานเพื่อรองรับการลงทุน โดยเน้นในเรื่องของพลังงานสะอาดสำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ที่มีการสร้าง Data Center จำนวนมาก รัฐบาลจึงพยายามผลักดันเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างภาคเอกชน (Direct PPA)  เพื่อให้เอกชนสามารถลงทุนและขายไฟสะอาดได้เอง

โดยต้องมีการปลดล็อกระเบียบกับ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
นอกจากนี้ไทยถือว่ามีจุดแข็งด้านพื้นที่และอ่างเก็บน้ำจำนวนมาก โดยรัฐบาลสามารถนำที่ราชพัสดุกว่า 10 ล้านไร่ มาใช้ทำโซลาร์ฟาร์ม หรือโซลาร์ลอยน้ำ  โดยคิดค่าเช่าที่ถูก เพื่อสร้างฐานการผลิตพลังงานสะอาดได้ 

สำหรับการรับมือระเบียบโลกด้านสภาพภูมิอากาศ คือมาตรการกลไกการปรับขอบเขตคาร์บอน (CBAM)  ที่ยุโรปจะนำมาใช้ในไม่ช้าโดยจะเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้า 5 ชนิดที่รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนโครงการ Low Carbon City ร่วมกับ World Bank เพื่อสร้างต้นแบบในการลดคาร์บอน และมีการขยายผลจาก สระบุรีโมเดล ที่เกิดจากการร่วมมือระหว่างเอกชน รัฐบาล และท้องถิ่น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังสนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biofuel) และเอทานอลจากภาคเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ตอบสนองความต้องการในยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์ตกถึงเกษตรกร

รวมทั้งรัฐบาลยังสนับสนุน เรื่องของการลงทุนเรื่องทรัพยากรมนุษย์โดยเฉพาะเรื่องการรีสกิล และอัพสกิล  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโลก AI แม้ว่าคนไทยจะเก่งในการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ยังขาดความรู้ในการใช้ดิจิทัลและ AI เพื่อการประกอบอาชีพ โดยปัจจุบันมีร้านค้าที่สมัครเรียนแล้วกว่า 78,000 ร้านค้า  

ทั้งนี้ รัฐบาลได้ออกแบบโครงการ "คนละครึ่งพลัส" โดย "Plus" นี้มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ระยะยาว เพราะร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการอบรมเรื่อง AI, การทำบัญชีครัวเรือนอย่างง่าย และการขายของออนไลน์

โดยมีการจับมือกับแพลตฟอร์ม Food Delivery และธนาคารที่เข้าร่วมโครงการโดยโครงการนี้ยังมีการเชื่อมโยงกับการขอสินเชื่อจากธนาคารออมสินที่ได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ในวงเงินสูงสุด 50,000 บาทต่อราย เพื่อลดการกู้หนี้นอกระบบ

นอกจากนี้ ยังมีการใช้เงินจาก กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของ BOI กว่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเน้นเรื่อง Reskill/Upskill ในรูปแบบที่ตรงกับหลักสูตรตามความต้องการของตลาด) ในด้าน Data Center, Cloud, และแอปพลิเคชันต่างๆ