วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

“เวียดนาม” เร่งเครื่องเปิดเจรจา เอฟทีเอ อียิปต์  สัญญาณเตือนไทย สูญเสียส่วนแบ่งตลาด

“เวียดนาม” เร่งเครื่องเปิดเจรจา เอฟทีเอ อียิปต์  สัญญาณเตือนไทย สูญเสียส่วนแบ่งตลาด

เว็ปไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์  โดยกรมส่งเสริมการค้าในประเทศ  (สคต.)  เมืองสคต. ไคโร  ประเทศอียิปต์ รายงานว่า   เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2568 ในระหว่างการหารือนอกรอบการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 นายฝ่าม มิงห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ได้ส่งสัญญาณแสดงความสนใจอย่างชัดเจนในการ "เปิดเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับอียิปต์" โดยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองประเทศสามารถเป็นประตูการค้าให้แก่กันและกัน   โดยเวียดนามจะเป็นประตูส่งออกสินค้าอียิปต์เข้าสู่ตลาดเอเชีย ในขณะที่อียิปต์จะเป็นฐานในการกระจายสินค้าเวียดนาม

ประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีเวียดนามและนายมุสตาฟา มัดบูลี (Mostafa Madbouly) นายกรัฐมนตรีอียิปต์ มีดังนี้ การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน: ผู้นำเวียดนามเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกระบวนการขอ วีซ่าให้รวดเร็วขึ้น (Streamline visa procedures) โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดตั้งบริษัทเวียดนามในอียิปต์

การใช้ประโยชน์จากเขตปลอดอากร (Free Zones): เวียดนามผลักดันให้ภาคเอกชนของตนใช้ประโยชน์จากสิทธิพิเศษและสิ่งอำนวยความสะดวกในเขตปลอดอากรของอียิปต์ เพื่อใช้เป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านและตลาดเป้าหมายในภูมิภาค เสนอให้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการร่วมระดับสูง" และส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Partnerships) ระหว่างเอกชนของทั้งสองฝ่ายอย่างจริงจัง

ปัจจุบันการลงทุนของเวียดนามในอียิปต์ ประกอบด้วย

1.EUROPLAS โรงงานพลาสติกในเมือง Sadat City ซึ่งมีแผนขยายการลงทุนเพิ่มเติมในเขตเศรษฐกิจคลองสุเอซ (SCZone)

2.Song Hong ร่วมทุนกับ Giza Spinning and Weaving ตั้งโรงงานผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปในเมืองอัสวาน

3.Vin Group ยักษ์ใหญ่ของเวียดนาม แสดงความสนใจในการเข้ามาสำรวจโอกาสการลงทุนใน อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในอียิปต์

ทั้งนี้สคต.ไคโร มีข้อคิดเห็นว่า  การเคลื่อนไหวของเวียดนามในครั้งนี้ถือเป็น "สัญญาณเตือนสำคัญ" สำหรับผู้ส่งออกและนักลงทุนไทย เนื่องจากเวียดนามเป็นคู่แข่งโดยตรง (Direct Competitor) ของไทยในหลายสินค้าศักยภาพ การที่เวียดนามเร่งกระชับความสัมพันธ์กับอียิปต์ในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ มีนัยสำคัญดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการค้าจากการ "ส่งออก" เป็น "การเข้าไปลงทุน" (Direct Investment Strategy) แต่กำลังใช้ยุทธศาสตร์ "Made in Egypt" โดยการตั้งโรงงานในเขต Free Zones เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และใช้ประโยชน์จากเครือข่าย FTA ของอียิปต์ (เช่น COMESA, PAFTA, Egypt-EU) ในการส่งออกสินค้าต่อไปยัง แอฟริกา ตะวันออกกลาง และยุโรป โดยปลอดภาษี

สินค้าไทยที่ส่งออกไปอียิปต์ยังต้องเผชิญกับกำแพงภาษีนำเข้า (Tariff Barriers) ที่ค่อนข้างสูง ในขณะที่สินค้าเวียดนามที่ผลิตในอียิปต์จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนและภาษีทันที

2. การแข่งขันในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ทับซ้อนกับไทย โดยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การที่ Vin Group เข้ามาเจาะตลาดอียิปต์ อาจทำให้เวียดนามชิงส่วนแบ่งตลาดและสร้าง Brand Awareness ในตลาดแอฟริกาเหนือได้ก่อน ซึ่งไทยเองมีนโยบายต้องการเป็น Hub ของ EV แต่หากขาดการรุกตลาดต่างประเทศเชิงรุก อาจเสียโอกาสนี้ไปเม็ดพลาสติกและสิ่งทอ การขยายตัวของ EUROPLAS และ Song Hong จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของเวียดนามในตลาดนี้ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักของไทยไปอียิปต์เช่นกัน

3. ความเสียเปรียบด้านแต้มต่อทางภาษี (FTA) หากเวียดนามเริ่มเจรจาและบรรลุข้อตกลง FTA กับอียิปต์ได้สำเร็จก่อนไทย จะทำให้สินค้าส่งออกโดยตรงจากเวียดนามมีภาษีต่ำกว่าสินค้าไทย (ซึ่งปัจจุบันไทยยังไม่มี FTA กับอียิปต์) ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดในสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities) และสินค้าอุปโภคบริโภค

“ควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ พลาสติก และอาหารแปรรูป พิจารณาโมเดลการลงทุนตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษคลองสุเอซ (SCZone) เช่นเดียวกับเวียดนาม เพื่อใช้เป็นฐานส่งออกไปยังตลาดแอฟริกาและยุโรป และการสร้างพันธมิตรท้องถิ่น (Joint Venture) เพื่อลดความเสี่ยงและอาศัยความเชี่ยวชาญในพื้นที่” สคต.โคไร กล่าว