วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดมติ ครม. 2 มาตรการ 'ภาษีพลังงาน' ดันลงทุน 4.5 แสนล้าน – ลดปล่อยคาร์บอน

เปิดมติ ครม. 2 มาตรการ 'ภาษีพลังงาน'  ดันลงทุน 4.5 แสนล้าน – ลดปล่อยคาร์บอน

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานทดแทนด้วยมาตรการทางภาษีตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน  กระทรวงพลังงาน เสนอโดยมาตรการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ได้แก่มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ที่อยู่อาศัย  และมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง

โดยทั้งสองมาตรการคาดว่าจะกระตุ้นการลงทุนรวมในประเทศไม่น้อยกว่า 450,250 ล้านบาท และลดต้นทุนการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) รวมกันประมาณ 88,300 ล้านบาท ซึ่งผลประโยชน์เหล่านี้ถูกนำมาพิจารณาถึงความจำเป็นเร่งด่วนและภาระทางการคลังก่อนการอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังส่งผลให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างมีนัยสำคัญ

1.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในที่อยู่อาศัยสำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดาดฟ้า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดบนอาคารที่อยู่อาศัย ซึ่งเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ กฟน. หรือ กฟภ. ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 200,000 บาทตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571

การใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) จำนวนไม่เกิน 1 ระบบตลอดระยะเวลาดังกล่าว และได้ 1 ครั้ง ในปีภาษีที่เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำเร็จ โดยต้องไม่ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

โดยการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ต้องจ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบ Solar Rooftop ให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) 

ทั้งนี้มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการติดตั้ง Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย จะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมประมาณ 3,600 ล้านบาท โดยเฉลี่ย 4 ปี ปีละประมาณ 900 ล้านบาท แต่จะทำให้การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20,250 ล้านบาท การจ้างงานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 450 ตำแหน่ง ค่าไฟฟ้าในครัวเรือนลดลง 585 ล้านหน่วยต่อปี การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงปีละ 0.28 ล้านตัน และการนำเข้าLNG เพื่อผลิตไฟฟ้าลดลงปีละ 94,000 ตัน ซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,300 ล้านบาท

2.มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักรอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน

โดยมาตรการนี้ให้สิทธิ์กับบุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงาน ซึ่งได้รับการรับรองฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงานระดับ 5 ดาว จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นจำนวนร้อยละ 50 ของเงินได้ดังกล่าว (หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่า) ตั้งแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571

โดยการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ต้องจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง หรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและต้องได้รับใบกำกับภาษีที่ได้จัดทำโดยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice)

มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและการอนุรักษ์พลังงาน จะสูญเสียรายได้ภาษีเงินได้รวมประมาณ 25,260 ล้านบาท โดยเฉลี่ย 4 ปี ปีละประมาณ 6,315 ล้านบาท เป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมประมาณ 450 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 131 ล้านบาท) และภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 24,810 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 6,200 ล้านบาท) แต่จะทำให้การลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 220,000 ล้านบาท การใช้พลังงานไฟฟ้าของประเทศลดลงประมาณ 25,000 ล้านหน่วยต่อปี ซึ่งทำให้ต้นทุนการนำเข้า Spot LNG เพื่อผลิตไฟฟ้าลดลง 86,000 ล้านบาท และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงประมาณ 11 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ซึ่งทั้งสองมาตรการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป