นางปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทย ของบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส เปิดเผยจากปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการช่วยทำธุรกิจในประเทศไทย แนวโน้มดังกล่าวจะมีความชัดเจนมากขึ้นในปี 2569 โดยปฏิเสธไม่ได้ว่า AI กำลังพลิกโฉมการทำธุรกิจ โดยเฉพาะรวมทั้งในงานของการนำ AI มาใช้ โดยองค์กรขนาดใหญ่ได้เริ่มใช้ AI ในการสรรหาตั้งแต่การลงประกาศงาน การจัดตารางสัมภาษณ์ ไปจนถึงการประเมินผู้สมัครแบบเสมือนจริง ซึ่งช่วยให้กระบวนการสรรหามีความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการคัดเลือกลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (machine learning) ยังช่วยให้องค์กรสามารถคัดกรองผู้สมัครระดับกลางถึงอาวุโสได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในองค์กรไทยและธุรกิจขนาดกลาง–ขนาดย่อม (SMEs) ยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านต้นทุนและความพร้อมด้านเทคโนโลยี แม้กระบวนการสรรหาจะก้าวหน้าด้วย AI แต่ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังคงมีความสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของผู้สรรหา (recruiters) ที่ต้องใช้วิจารณญาณ และทักษะการสร้างความสัมพันธ์ในการคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับองค์กร โดยมากกว่าครึ่งขององค์กรที่มีการสำรวจคาดว่า 25–50% ของพนักงานจำเป็นต้องได้รับการเติมทักษะใหม่ (reskill) หรือ ยกระดับทักษะเดิม (upskill) ภายในห้าปีข้างหน้า เพื่อให้สอดรับกับการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี AI
โดยปัจจุบันกว่า 37% ขององค์กรใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงสร้างกำลังคน และอีกกว่า 30% ใช้เพื่อการทำงานด้านอื่น ๆ โดยงานที่อยู่ในความเสี่ยงสูง ได้แก่ งานธุรการ บัญชี ไอที และการเงิน
ทั้งนี้นายจ้างเชื่อว่าทักษะที่สำคัญที่สุดในยุค AI ได้แก่ การวิเคราะห์ข้อมูล (72%) การคิดเชิงวิพากษ์ (52%) และความสามารถในการปรับตัว (34%) มากกว่าครึ่งขององค์กรคาดว่า 25–50% ของแรงงานจะต้องได้รับการ upskill หรือ reskill ภายใน 5 ปี
“AI สร้างผลลัพธ์ที่ชัดเจนในงานสรรหาที่มีจำนวนเยอะ โดยช่วยทำงานซ้ำ ๆ แทนมนุษย์และให้ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล อย่างไรก็ตาม บทบาทของผู้สรรหายังคงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในการใช้วิจารณญาณเชิงลึกและการสร้างความสัมพันธ์เพื่อให้ได้บุคลากรที่เหมาะสมที่สุดกับองค์กร”นางปุณยนุช กล่าว





