สสว. ชี้น้ำท่วมภาคใต้กระแทก SME หนัก เสียหายวันละ 1.5 พันล้าน หวั่นพุ่ง 1.5 หมื่นล้านบาท ภายในเดือนเดียว เร่งดันสินเชื่อ–เงื่อนไขจัดซื้อพิเศษพยุงธุรกิจ
ฝนหนักที่ถล่มภาคใต้ต่อเนื่องหลายวันไม่เพียงทำให้ชุมชนจมอยู่ใต้น้ำ แต่ยังซัดกระแทกเศรษฐกิจระดับฐานรากอย่าง SME จนเสียหลักครั้งใหญ่ พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างหาดใหญ่-สงขลา ซึ่งเป็นหัวใจการค้าของภาคใต้ กำลังเผชิญแรงกดทับทั้งจากความเสียหายต่อร้านค้า สต๊อกสินค้า และการหยุดชะงักของรายได้แบบทันทีทันใด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่คล้ายคลื่นใหญ่ซัดซ้ำ ฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ออกมาเตือนเสียงดังว่า “นี่กำลังเป็นวิกฤต SME ครั้งใหญ่ของภาคใต้” พร้อมเผยตัวเลขความเสียหายที่ขยับขึ้นทุกวันอย่างน่ากังวล
นายวิทวัส ล่ำซำ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยสถานการณ์ล่าสุดว่า อุทกภัยใน 7 จังหวัดภาคใต้กำลังก่อความเสียหายทางเศรษฐกิจในระดับ “สูงมาก” โดยเฉพาะจังหวัด สงขลา-หาดใหญ่ จุดกระจุกตัวของผู้ประกอบการ SME จำนวนหลายแสนราย
ความเสียหายพุ่งวันละ 1,500 ล้านบาท
นายวิทวัส กล่าวว่า ความเสียหายเฉพาะในกลุ่ม SME ที่เกิดขึ้นในหาดใหญ่เพียงพื้นที่เดียวในแต่ละวันอยู่ที่ราว 1,500 ล้านบาท และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ 1 เดือน ตัวเลขรวมอาจทะยานแตะ 10,000-15,000 ล้านบาท
“ดังนั้น SME จะเกิดภาวะต้นทุนหาย รายได้ไม่มี กระทบสองต่อ ธุรกิจแทบยืนไม่อยู่” นายวิทวัสกล่าว
ทั้งนี้ SME ที่ได้รับผลกระทบใน 7 จังหวัด รวมเฉพาะสงขลา คาดว่ามีกว่า 200,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจประเภทตึกแถว ร้านค้า เทรดเดอร์ รวมถึงกิจการที่มีสต๊อกจำนวนมาก ทำให้ได้รับผลกระทบทั้งต่อ สถานประกอบการ อุปกรณ์ และสินค้าคงคลัง
สสว. เร่งดันมาตรการฟื้นฟูด่วน
เพื่อสกัดความเสียหายไม่ให้ขยายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจระดับภูมิภาค สสว. เตรียมเสนอชุดมาตรการเร่งด่วน ได้แก่
1) มาตรการ BDS แบบยกพลัง เพิ่มเพดานการช่วยเหลือจาก 200,000 บาท เป็น 500,000 บาท เพื่อช่วยซ่อมแซมสถานประกอบการ และกู้ฟื้นต้นทุนพื้นฐาน
2) สิทธิพิเศษด้านจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยให้ SME ใน 7 จังหวัด โดยเฉพาะหาดใหญ่/สงขลา เข้าถึงงานภาครัฐก่อน เพื่อให้มีรายได้ไหลกลับสู่ระบบทันที
3) มาตรการสินเชื่อฟื้นธุรกิจ เสริมสภาพคล่องเร่งด่วน ซื้อสต๊อกใหม่-ซ่อมอุปกรณ์ โดยเป้าหมายคือ “ให้ธุรกิจกลับมาลุกขึ้นทำงานได้เร็วที่สุด”
"สสว. ย้ำว่าความช่วยเหลือจำเป็นต้องลงพื้นที่อย่างเร็วที่สุด ก่อนความเสียหายจะขยายจนกลายเป็นภาระยากเยียวยาในระยะยาว พร้อมจับมือหลายหน่วยงานเพื่อผลักดันมาตรการให้ทันต่อสถานการณ์ที่กำลังเลวร้ายลงทุกวัน"





