การเข้าสู่ Global Market บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีเป้าหมายเพื่อยกระดับแบรนด์ไทยสู่ระดับโลก โดยใช้แนวทางการเข้าไปเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้บริโภค เพื่อนำมาปรับโมเดลธุรกิจให้สอดคล้องตลาดแต่ละประเทศ ซึ่งที่ผ่านมา OR มีธุรกิจในกัมพูชา เวียดนาม ลาว ฟิลิปปินส์ โอมาน มาเลเซีย และญี่ปุ่น
สำหรับธุรกิจในต่างประเทศครอบคลุมการค้าปลีกน้ำมัน PTT station, คลังน้ำมัน, การจำหน่ายน้ำมันอากาศยาน, PTT Lubricants, Café Amazon, ร้านสะดวกซื้อ Jiffy
ทั้งนี้ ธุรกิจ Café Amazon เป็นธุรกิจเดียวที่มีการลงทุนครบทั้ง 7 ประเทศ โดยขณะนี้ OR ได้ทบทวนการลงทุนในเวียดนามที่เคยมี Café Amazon รวม 22 สาขา รวมทั้งก่อนหน้านี้เคยมีแผนศึกษาเมล็ดกาแฟกับพันธมิตรท้องถิ่น
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยทิศทางธุรกิจต่างประเทศในกลุ่ม CLMV หลังเผชิญความผันผวนทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเมืองว่า แม้ธุรกิจต่างประเทศจะเป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญต่อการเติบโตของบริษัท แต่การดำเนินงานในหลายประเทศจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว
โดยกลยุทธ์หลักคือ การนำ “สูตรความสำเร็จในไทย” ไปต่อยอดในต่างประเทศ โดยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา เมียนมา ลาว และเวียดนาม ถือเป็นพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมที่สุด เนื่องจากไทยมีความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์และโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถขยายต่อยอดได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นระบบคมนาคม การขนส่งพลังงาน หรือเครือข่ายโลจิสติกส์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หม่อมหลวงปีกทอง กล่าวว่า เมียนมา ลาว และกัมพูชา เป็นตลาดที่ไทยสามารถใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ทั้งระบบถนน ราง เรือ และการเชื่อมโยงด้านพลังงานเข้าช่วยเสริมการขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมองว่า “กลุ่มประเทศใกล้กัน” หรือ inner continental เป็นพื้นที่ที่เหมาะที่สุดในการลงทุนของ OR ในระยะต่อไป
“แม้ธุรกิจต่างประเทศจะยังถูกวางให้เป็นเสาหลักสำคัญ แต่ OR ต้องชะลอการลงทุนใหม่ในหลายประเทศ จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งกำลังเผชิญแรงกระแทกเชิงโครงสร้างทั้งด้านการแข่งขันและปัจจัยทางการเมือง”
สำหรับการตัดสินใจ ปิดกิจการทั้งหมดในเวียดนาม และเข้าสู่กระบวนการ “วินด์ดาวน์” เนื่องจากไม่สามารถนำโมเดลสถานีบริการจากไทยไปปรับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีสถานีราว 20-30 แห่ง แต่ต้องเผชิญผู้เล่นท้องถิ่นที่แข็งแกร่ง และต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทำให้การดำเนินงานไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน การปิดเวียดนามจะช่วยลดภาระขาดทุน และทำให้สัดส่วนกำไรของบริษัทดีขึ้นในภาพรวม
สถานการณ์ในกัมพูชายังถูกจัดเป็น “พื้นที่เสี่ยงสูง” โดยยอดขายหดตัวกว่า 50-60% และจำนวนสถานีลดเหลือราว 150 กว่าแห่ง จากเดิมราว 200 แห่ง หลังดีลเลอร์ท้องถิ่นเปลี่ยนแบรนด์กว่า 40 แห่งเพราะความตึงเครียดทางการเมือง หากสถานการณ์รุนแรงอีกครั้ง เช่น เกิดเหตุปะทะจนต้องถอนสถานทูต ถือเป็น “super worst case scenario” การยุติกิจการทั้งหมดซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยผลกระทบต่อกำไร OR อยู่เพียง 2-3%
ส่วน “เมียนมา” เริ่มคลายความตึงเครียดจากช่วงเลวร้ายที่สุด และอาจมีการเลือกตั้งในระยะต่อไป หากเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกเมียนมาจะกลับมาเป็นตลาดศักยภาพสูง โดยเฉพาะด้านพลังงานจากโครงสร้างประชากรที่กำลังขยายตัว หากคว่ำบาตรต่างประเทศถูกยกเลิก จะสามารถเร่งลงทุนได้ทันที เพราะมีโครงสร้างพื้นฐานเตรียมไว้แล้ว ขณะเดียวกันในระยะสั้นยังโฟกัสธุรกิจก๊าซ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบพลังงานไทย
ในขณะที่ธุรกิจใน สปป.ลาว ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Café Amazon ที่ได้รับความนิยมสูง และ OR มีสถานีครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด ความสัมพันธ์ใกล้ชิดทั้งด้านเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ช่วยให้ตลาดลาวยังมีเสถียรภาพ
“กรณีกัมพูชาเป็นบทเรียนสำคัญว่า แม้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะดีเพียงใด ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสามารถทำให้ธุรกิจที่สร้างมายาวนานสะดุดลงได้ในเวลาอันสั้น ทำให้ OR ต้องปรับยุทธศาสตร์ต่างประเทศบนฐานความเสี่ยงใหม่”
อย่างไรก็ตาม OR เดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมี 3,300 หัวชาร์จทั่วประเทศ เพิ่มจากปีก่อนกว่า 2,000 หัว พร้อมอัตราใช้งานเฉลี่ยเพิ่มเป็น 6 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งเป้าแตะ 7,000 หัวชาร์จในปี 2573 ล่าสุดมีพันธมิตรหลายรายต้องการให้ OR ติดตั้งหัวชาร์จในทำเลใช้งานเกือบ 24 ชั่วโมง OR จึงพัฒนา EV Cube ชุดชาร์จเคลื่อนที่ 4-6 ตู้ รวม 8 หัวชาร์จต่อชุด ซึ่งได้รับความนิยมสูงในพื้นที่หนาแน่น
นอกจากนี้ OR ได้พัฒนา EV Station Plus ให้สามารถเช็กจุดจองคิวล่วงหน้า เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้ EV ด้วยระบบไฟฟ้าไทยยังไม่พร้อมสำหรับหัวชาร์จ 800 kW ในวงกว้าง ดังนั้น จุดสมดุลใน 1-2 ปีข้างหน้าคือ 120-180 kW ใช้เวลาชาร์จราว 30 นาที ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้ใช้ส่วนใหญ่
“ด้วยเวลาชาร์จที่ยาวกว่าการเติมน้ำมัน OR จึงปรับสถานีบริการเป็นสถานีใช้เวลา เช่น ร้านซักผ้า 30 นาที ร้านอาหารจานด่วน คาเฟ่ และพื้นที่บริการชุมชน”
ปัจจุบัน OR มีผู้ใช้บริการ 3.9-4 ล้านคนต่อวัน และจะตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5 ล้านคนต่อวัน โดยปีหน้าคาดแตะ 4.3-4.4 ล้านคนต่อวัน ทั้งนี้ แม้ครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปัจจุบันอยู่ที่ 36% แต่ OR ตั้งเป้าการเติบโตหลังจากนี้จะมาจาก “จำนวนคนเข้าใช้บริการ” มากกว่าปริมาณน้ำมัน เพราะตลาดพลังงานกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ไฟฟ้า
พร้อมปรับสัดส่วนรายได้ครั้งใหญ่ จากปัจจุบันน้ำมัน 90% และ Non-Oil 10% ไปสู่เป้าหมายใหม่ ที่น้ำมัน 70% และ Non-Oil 30% แม้ Non-Oil มีสัดส่วนรายได้เพียง 4-5% แต่สร้างกำไรเกือบ 30% ของทั้งกลุ่มจึงเป็นธุรกิจที่ OR จะลงทุนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 10%
นอกจากนี้ OR ได้ปรับเป้าขยาย Intelligent Station จาก 20 แห่งเป็น 200 แห่งภายในปีนี้ โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และถนนสายหลัก โดยใช้ข้อมูลลูกค้า และระบบวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อออกแบบบริการ สินค้าให้เหมาะกับความต้องการในแต่ละจุด
สำหรับราคาน้ำมันปี 2569 จะทรงตัวในระดับ 60-70 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ผู้บริโภค “ยังพอรับไหว” ทำให้แรงผลักดันที่จะเปลี่ยนไปใช้ EV ไม่ได้เร่งตัวเท่าที่คาด แม้ยอดขาย EV จะเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณใช้น้ำมันในประเทศยังไม่น่าลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้
“หน้าที่ของ OR คือ ทำให้คนไทยมั่นใจว่า เมื่อเดินสู่พลังงานใหม่ เครื่องชาร์จไฟต้องเปิดรออยู่เสมอ ไม่ใช่ต้องแบกทั้งรถสันดาป และ EV ไว้พร้อมกัน”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





