วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน 2569

Login
Login

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) ร่วมกับ "กรุงเทพธุรกิจ" จัดงาน สัมมนา Generating A Cleaner Future Forum 2025 ปีที่ 3 ลุยถกอนาคตอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางแรงกดดันคาร์บอนโลก โดยมีผู้นำภาคเอกชน-อุตสาหกรรมชั้นนำเข้าร่วมกำหนดทิศทางด้านพลังงานในอนาคต

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

นายรามานี เวลู กรรมการผู้จัดการ บีไอจี กล่าวเปิดในหัวข้อ "Generating A Cleaner Future" ว่า กลยุทธ์ BIG ฝังรากอยู่ในภารกิจหลักในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่สะอาดกว่า” มุ่งเน้นการนำเสนอโซลูชั่นในรูปของก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และการอำนวยความสะดวกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจน

ปี 2024 เพียงปีเดียว ผลิตภัณฑ์ของบริษัทช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3.5 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบริษัทเองประมาณ 8 เท่า นอกจากนี้ รายได้เกือบ 56% ของบริษัทมาจากกิจกรรมที่ยั่งยืน และบริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อย CO2 ขอบเขต 1 และ 2 ลง 35% และขอบเขต 1-3 ลดลง 20% อีกด้วย ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนงานความยั่งยืน บริษัทยังดำเนินแนวทางเชิงรุกในการบริหารจัดการความหลากหลาย ความปลอดภัย และการดูแลชุมชน

“BIG ตั้งเป้าเป็นผู้นำที่มีแบบอย่างที่ดีในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยจะลดความเข้มข้นของคาร์บอนลง 36% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2021 เป็นปีฐาน และเป้าหมายนี้ไม่รวมธุรกิจไฮโดรเจน และจะขยายการลดเป็น 40%ครอบคลุมทุกกิจกรรมและการผลิตทั้งหมดภายในปี 2040 ซึ่งจะทำให้ BIG อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050”

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

ปตท.ย้ำแก๊สธรรมชาติ คือ“สะพานพลังงาน”

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี กล่าวในหัวข้อ Rethinking Energy, Reinventing Industry, Reimagining Thailand ว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในอดีตมนุษย์เคยใช้เพียงถ่านหินและน้ำมันก๊าด แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้า พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นศูนย์กลางของระบบเศรษฐกิจโลก

ทั้งนี้ ไฟฟ้าคืออนาคต อีก 20-30 ปีข้างหน้า แก๊สธรรมชาติยังเป็น “สะพานพลังงาน” ช่วยเปลี่ยนผ่านเป็นไปได้จริง สำหรับไทย แม้ใช้พลังงานในสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับโลก (ใช้น้ำมันเพียง 0.9% และแก๊ส 1%) แต่ในประเทศยังพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลสูงกว่า 90% โดยเฉพาะแก๊สที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนมาก และมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 4,600 ล้านบาทต่อปี

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า ไทยต้องมองวิกฤติเป็นโอกาส ตัวอย่างความสำเร็จสิงคโปร์ที่พลิกปัญหาน้ำ และซาอุดีอาระเบียที่เปลี่ยนทะเลทรายให้เป็นแหล่งผลิตโซลาร์ และไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อการส่งออก ไทยต้องใช้โมเดลเดียวกัน เช่น ดัดแปลงโรงไฟฟ้าที่จะปลดระวางให้รองรับการผสมไฮโดรเจน หรือพัฒนาเกษตรในพื้นที่รกร้างควบคู่กับการเก็บน้ำและสร้างคาร์บอนเครดิต โดยให้เอกชนร่วมลงทุน

“ภาคอุตสาหกรรม พลังงาน และภาคธุรกิจต้องเสนอและทำเลยไม่ต้องรอรัฐอย่างเดียว นี่คือโอกาสที่ผู้นำต้องผลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลง”

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในหัวข้อ "Thailand Jumps Toward a Low-Carbon Economy" ว่า ทิศทางของโลกปัจจุบัน ไม่สามารถย้อนกลับไปใช้วิธีคิด หรือทำธุรกิจแบบเดิม นานาชาติกำลังเร่งเปลี่ยนผ่าน เช่น สหภาพยุโรปมีมาตรการชัดเจน สิงคโปร์ปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางซื้อขายคาร์บอนของโลก

“สำหรับประเทศไทย ได้ปรับเป้าหมาย Net Zero จากเดิมปี 2065 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2050 ตามนโยบายรัฐบาล หากช้ากว่านานาชาติอาจทำให้สินค้าและบริการของไทยไม่เป็นที่ต้องการ ปัจจุบันไทยส่งเอกสาร NDC 3.0 ซึ่งมีตัวเลขพื้นฐานที่มุ่งสู่ Net Zero 2050 แล้ว และลดก๊าซจะเปลี่ยนจากลดแบบ BAU ไปสู่ลดแบบ Absolute Emission Reduction คือลดปริมาณการปล่อย (ปัจจุบันประมาณ 300 กว่าหน่วย) ลงทันที”

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

เศรษฐกิจโลก 3 ขั้ว

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวในหัวข้อ “Decoding the Global Economy 2026” ว่า โลกกำลังถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้วเศรษฐกิจ สหรัฐ ผู้บริโภครายใหญ่ จีนผู้ผลิต Clean Tech และสหภาพยุโรปผู้กำหนดกฎเกมการค้า ซึ่งต่างใช้นโยบายด้านพลังงานและคาร์บอนเป็นเครื่องมือเศรษฐกิจ ส่งผลให้การแข่งขันรุนแรง และมาตรการ CBAM จะกระทบไทยโดยตรง

“เป้าหมายอุณหภูมิโลก 1.5°C แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป ไทยต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เพื่อรักษาความสามารถแข่งขัน ลดผลกระทบภาษีคาร์บอนที่อาจเพิ่มต้นทุนหลักหมื่นล้านบาท หากอุตสาหกรรมไทยไม่ปรับตัวทัน”

ไทยมีโอกาสใหม่จากการขยายพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะโซลาร์ พร้อมชี้ว่าไทยสามารถดึงดูดลงทุน Data Center หากเร่งทำนโยบาย Solar Farm และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

“กรีน อินดัสทรี”โอกาสใหญ่ภาคเกษตร

นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความท้าทายสูงสุดของไทย คือ รักษาสมดุลระหว่าง ลดคาร์บอน พัฒนาเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยโอกาสใหญ่ที่สุด คือ Green Industry และภาคเกษตรจะเป็นตัวสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้ประเทศ แม้มีสัดส่วนเพียง 7% ของ GDP แต่มีประชากรมากกว่าครึ่งของประเทศอยู่ในภาคนี้

ทั้งนี้ จึงอยากยกตัวอย่าง 3 เทคโนโลยีสำคัญที่ไทยต้องรีบคว้า อาทิ 1. Biotechnology 2. Bio-based Products และ 3. Future Food รวมถึงต่อยอดความหลากหลายทางชีวภาพของไทย เช่น สมุนไพร กระชายดำ ผลผลิตชีวภาพที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มสูงมาก แต่ไทยพัฒนาในสเกลที่น้อยกว่าเกาหลีและไต้หวันมาก

ต้นทุนคาร์บอน” ด่านใหญ่ของเอสเอ็มอี 

ทั้งนี้เขายอมรับว่า เอสเอ็มอีไทยเผชิญต้นทุนประเมินคาร์บอนสูงมาก 100,000-300,000 บาทขึ้นไป ทำให้เอสเอ็มอีปรับตัวช้ากว่าประเทศคู่แข่ง และถูกกระทบจาก CBAM ก่อน กลไกต่างประเทศเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า

ดังนั้น ส.อ.ท. จึงเริ่มผลักดันให้ใช้ AI และ Digital Platform เพื่อช่วยคำนวณต้นทุนคาร์บอน แชร์ข้อมูล และเร่งให้การขอใบรับรองเร็วขึ้น รวมถึงดัน Green Loan จากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ เช่น World Bank

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของไทยคือ “ผู้ผลิตที่เก่ง” ต้นทุนต่ำ ผลิตตามสเปกและตรงเวลา แต่ขาดแบรนด์ตัวเอง หาก เอสเอ็มอีโชว์ข้อมูลคาร์บอนได้ชัด นั่นคือกุญแจในการเป็นพาร์ทเนอร์ในห่วงโซ่อุปทานสีเขียวของโลก ซึ่งไทยกำลังสูญเสียความเร็วในการแข่งขันช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ขยับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไทยมีศักยภาพสูง ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายชีวภาพ และความสามารถด้านการผลิต แต่การเปลี่ยนผ่านจะไม่เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ หากไม่มี “ทิศทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ” ไทยจะสร้างรายได้จากอะไรใน 10-20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น ฮับพลังงานสะอาดและไฮโดรเจน, ฮับ REC และตลาดคาร์บอน, ครัวโลกที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ, อุตสาหกรรมสีเขียวเพื่อส่งออกรับ CBAM หรือการผสานทั้งหมดเข้าด้วยกัน 

ไทยเสี่ยงเสียจังหวะ 'เศรษฐกิจสีเขียว' เอกชนแนะเร่งปฏิรูปพลังงาน

“ราช กรุ๊ป” ชี้โครงสร้างไฟฟ้าไทยต้องปรับ

นายนิทัศน์ วรพนพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาคพลังงานถือเป็นผู้รับผิดชอบราว 70% ของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมา การเปลี่ยนผ่านจึงจำเป็น อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนมีลักษณะ “ไม่เสถียร” ระบบไฟฟ้าเสี่ยงต่อความไม่มั่นคง โดยเฉพาะในไทยที่แม้มีแดดทั้งปี แต่ฤดูฝนกลับยาวขึ้น

ตัวอย่างการแก้ปัญหา เช่น ออสเตรเลีย มีเป้าหมาย RE สูงถึง 85% แบ่งเป็น 2 ภารกิจสำคัญ คือ 1. รักษาความเฉื่อยของระบบ เพราะการผลิตจากโซลาร์และลม ทำให้ความถี่ตกได้เร็ว ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าฟอสซิล หรือเทคโนโลยีเพื่อช่วยพยุงระบบ 2. Black Start Servicesr พลังงานจาก Inverter Base ไม่สามารถสตาร์ทระบบไฟเมื่อล่มทั้งหมดได้ ต้องพึ่งโรงไฟฟ้าเก่า เช่น แก๊สเอนจิน ให้บริการ Black Start สิ่งเหล่านี้คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อความมั่นคง เมื่อใช้ RE มากขึ้น

โครงสร้างค่าไฟไทย“ไม่สะท้อนต้นทุนจริง”

นายนิทัศน์ กล่าวว่า โครงสร้างค่าไฟของไทยคิด “ราคาเดียวทั้งวัน” ทำให้ผู้ใช้งานที่เป็นสาเหตุของ Peak Demand จ่ายเท่ากับผู้ใช้ที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น ผู้ที่สร้างดีมานด์และสร้างปัญหาให้ระบบควรเป็นผู้จ่าย ดังนั้น ระบบค่าไฟแบบ Time-of-Use และกลไกตลาดจำเป็นต้องเกิดขึ้น

ทั้งนี้ โมเดลราคาตค่าไฟในต่างประเทศที่น่าสนใจ เช่น LGC-only PPA ที่คล้ายการซื้อ-ขาย RECs และ Direct PPA ที่เปิดให้ผู้ผลิต-ผู้ใช้ทำสัญญาตรง เพราะโมเดลเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้รับภาระต้นทุนของตนเอง ไม่เป็นภาระต่อประชาชนทั้งประเทศ ไล่ตั้งแต่ออสเตรเลีย เวียดนาม และประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยัง “เดินคนละทิศ” เพราะแม้จะมีแนวคิดเป็นฮับ REC ตลาดคาร์บอน และมี พ.ร.บ.โลกร้อน แต่ประเทศยังไม่ได้ประกาศชัดว่าจะสร้างรายได้จากอะไร

“ตอนนี้เราเล่นดนตรีคนละโน้ต ทั้งต้องยอมรับว่าบริษัทต้องการลงทุนในไทย แต่ยังไม่รู้จะลงทุนในอะไร หากไม่เห็นทิศทางประเทศที่ชัดเจน ส่วนต้องการที่สุด คือ เข็มทิศของประเทศ ที่จะทำให้ทุกคนเล่นเพลงเดียวกันไม่ใช่คนละโน้ตอย่างปัจจุบัน”