ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ในไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลง 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปี 2567
การจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัว 2.9% จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรขยายตัว0.6% โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัว 4.9% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต ขยายตัว 2.6% และสาขาการค้าส่งและค้าปลีกขยายตัว 1.5% ส่วนสาขาโรงแรมและภัตตาคาร ลดลง 0.7% และสาขาการก่อสร้างลดลง 5.4%
จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชี้ว่า สถานการณ์การจ้างงานของประเทศไทยยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ แต่ภาพรวมสถานการณ์ของภูมิภาคและทิศทางการจ้างงาน ถือได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ
รายงาน WORLD BANK EAST ASIA AND THE PACIFIC ECONOMIC UPDATE OCTOBER 2025 JOBS หรือ สถานการณ์การจ้างงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (EAP) ระบุถึง การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การค้า และประชากรศาสตร์กำลังท้าทายรูปแบบดั้งเดิมของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เน้นการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก (EAP)
ปัจจัยทำโครงสร้างจ้างงานเปลี่ยน
ขณะที่การแพร่กระจายของหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลกำลังเพิ่มผลผลิตและสร้างงานใหม่ๆ แต่ในทางกลับกันการทำงานในหลายๆตำแหน่งก็ถูดแทนทีด้วยเทคโนโลยีเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแห่งยุคสมัยที่ว่าด้วย อุปสรรคทางการค้าที่เพิ่มขึ้นซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อรูปแบบการค้าของประเทศต่างๆ และส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและการจ้างงานในที่สุดด้วย
ส่วนปัจจัยแนวโน้มทางประชากรศาสตร์รายงานพบว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น กรณีประชากรสูงอายุในจีนและมาเลเซีย หรือ กรณีประชากรวัยหนุ่มสาวในอินโดนีเซียและกัมพูชา ซึ่งต่างก็กำลังกำหนดโครงสร้างแรงงาน และการเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อน ต่อตลาดแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วย
ทั้งนี้ รายงานระบุถึงสถานะการจ้างงานไว้ว่า สักส่วนคนที่กำลังมองหางานทำ และ อัตราจ้างงานของภูมิภาคนี้ ถือว่ามีสัดส่วนที่สูงกว่าในภูมิภาคอื่นๆ แต่พบปัญหาความไม่สมดุลด้านแรงงาน เช่น กรณีคนหนุ่มสาวในประเทศจีน อินโดนีเซีย และ บางประเทศ ประสบปัญหาการหางาน หรือแม้แต่ในกลุ่มผู้หญิงที่มีส่วนต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยกว่า เมื่อเทียบกับภูมิภาคกำลังพัฒนาอื่นๆ
วัยทำงานในไทย-เวียดนามลดหนัก
“ประชากรวัยทำงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออก โดยรวมกำลังลดลง และคาดว่าจะลดลง 200 ล้านคนระหว่างปี 2568 ถึง 2593 อย่างไรก็ตาม มีความแตกต่างภายในภูมิภาคนี้อย่างมากโดย จีน เวียดนาม และไทยกำลังเข้าสู่วัยสูงอายุ ขณะที่ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และกัมพูชากำลังเผชิญกับจำนวนประชากรวัยหนุ่มสาวที่เพิ่มมากขึ้น”
จากความแตกต่างด้านโครงสร้างแรงงานที่มีนัยสำคัญกำลัง กดดันให้รูปแบบการจ้างงานในภาคส่วนต่างๆเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เมื่อช่วงทศวรรษ 1970 ถึง 1990 ที่การจ้างงานได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลตอบแทนมากกว่า อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของภาคการผลิตที่เน้นการส่งออกและใช้แรงงานเข้มข้น
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้เริ่มชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 ที่ผ่านมา การจ้างงานส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนจากภาคเกษตรกรรมที่มีผลิตภาพต่ำไปสู่ภาคบริการที่มีผลิตภาพต่ำ (มักเป็นภาคบริการนอกระบบ) และในระดับที่น้อยกว่านั้น ได้เปลี่ยนไปสู่ภาคการผลิตและบริการที่มีผลิตภาพสูง
เปิด 5 กลุ่มอาชีพไม่ตกงาน-รับมือได้แม้โลกเปลี่ยน
รายงานระบุว่า 5 ภาคส่วน ได้แก่ ธุรกิจการเกษตร สุขภาพ โครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน การผลิต และการท่องเที่ยว เป็นกลุ่มการจ้างงานที่มีศักยภาพสูงในการสร้างงานและมีความยืดหยุ่นในระดับที่สามารถรับมือกับการพัฒนาเศรษฐกิจโลกที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆด้วย
โดยภาคส่วนเหล่านี้มีสัดส่วนการจ้างงานที่สำคัญในประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาค ภาคส่วนเหล่านี้ส่วนใหญ่มีการเติบโตทั้งในด้านการจ้างงานและผลิตภาพแรงงานในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
“การผลิตสิ่งของต่างๆ ส่งผลต่อความต้องการแรงงานและโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่การก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะส่งผลต่อโครงสร้างการผลิตด้วย เช่น การนำหุ่นยนต์อุตสาหกรรมมาใช้ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตรวมและมูลค่าเพิ่มให้กับคนงานได้ด้วย"
อย่างไรก็ตาม การที่เทคโนโลยีที่นำมาใช้ดังกล่าวนี้ จะนำไปสู่การสูญเสียหรือเพิ่มขึ้นของการจ้างงานสุทธินั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่างผลกระทบจากการแทนที่และผลผลิตจริงที่มีเรื่องของต้นทุนและราคาขาย ที่หากสองส่วนนี้ลดลงได้ ขณะที่ดีมานด์สินค้ายังสูงและสามารถผลิตได้เพิ่มขึ้น นั่นก็หมายถึงการจ้างงานที่จะเพิ่มขึ้นด้วย
หุ่นยนต์แพงไม่คุ้มใช้ทดแทนแรงงาน
รายงานชี้ว่า หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์มีผลอย่างมากต่อการจ้างงานในประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งต่างจากประเทศที่ยังอยู่ในภาคเกษตรกรรมและใช้แรงงานเข้มข้น หรืองานที่ใช้ความคิดน้อยกว่า ที่การจะนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นต้องขึ้นกับราคาเทคโนโลยีนั้นๆ กับค่าจ้างแรงงานว่าคุ้มค่าหรือไม่
“ โครงสร้างอาชีพนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศต่างๆ เช่น จีน มาเลเซีย ไทย และเวียดนาม ที่การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ยังขึ้นอยู่กับราคาและค่าจ้างของแรงงานที่อาจได้รับผลกระทบด้วย”
นางอ้อนฟ้า เวชชาชีวะเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทย ไตรมาส 3/2568 โดยในส่วนของสถานนการณ์แรงงานไตรมาสสาม ปี 2568หดตัวลงเล็กน้อย โดยการจ้างงานในสาขานอกภาคเกษตรขยายตัว ขณะที่ภาคเกษตรกรรมลดลงต่อเนื่อง ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับราคาสินค้า และการเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วม
งานขนส่ง-จัดเก็บสินค้าโตเด่น 4.9%
โดยในไตรมาสสาม ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.9 ล้านคน ลดลง 0.5 % จากช่วงเดียวกันของปี 2567 การจ้างงานในภาคเกษตรกรรมหดตัว 2.9% จากสถานการณ์อุทกภัย ขณะที่สาขานอกภาคเกษตรขยายตัว0.6% โดยเฉพาะสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้าที่ขยายตัว 4.9% รองลงมาเป็นสาขาการผลิต และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก ที่ขยายตัว 2.6% และ 1.5% ตามลำดับ ส่วนสาชาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการก่อสร้างลดลง 0.7%และ 5.4% ตามลำดับ
ส่วนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยของแรงงานค่อนข้างทรงตัวโดยในภาพรวมอยู่ที่ 43.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ขณะที่ภาคเอกชนอยู่ที่ 47.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ค่าจ้างแรงงานของลูกจ้างภาคเอกชนและแรงงาน ในระบบเพิ่มขึ้น1.3% และ 1.6% ตามลำดับ แต่ค่าจ้างเฉลี่ยของกลุ่มอาชีพอิสระลดลง 2.9 % ทำให้ค่าจ้างแรงงานในภาพรวมลดลง 0.3% ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการจับจ่ายใช้สอย
ราคาหด-น้ำท่วมทำภาวะว่างงานภาคเกษตร
สำหรับอัตราการว่างงานในภาพรวมลดลง โดยอยู่ที่ 0.76% หรือมีผู้ว่างงาน 3.1 แสนคน ส่วนอัตราการว่างงานในระบบประกันสังคม
อยู่ที่ 1.9% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ผู้เสมือนว่างงานเพิ่มขึ้น 8.7 % จากผู้เสมือนว่างงานในภาคเกษตรที่เพิ่มขึ้น สำหรับประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ 1. การควบคุมระดับราคาสินค้าเพื่อรักษาความสามารถในการใช้จ่ายของแรงงาน ซึ่งต้องกำกับดูแลการตั้งราคาสินค้าและบริการ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าจำเป็น และ 2.การเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลาย ซึ่งต้องเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา และควรมีมาตรการฟื้นฟูและสนับสนุนอื่น ๆ อาทิ สนับสนุนปัจจัยการผลิตใหม่ เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ้ย เครื่องมือ เป็นต้น





