วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

หอการค้า-ส.อ.ท.เร่งรัฐหาตลาดใหม่ หวังลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ

หอการค้า-ส.อ.ท.เร่งรัฐหาตลาดใหม่ หวังลดพึ่งพาตลาดสหรัฐ

หอการค้า ชี้ ลดพึ่งพาสหรัฐ ไม่ใช่ลดบทบาทสหรัฐ แต่สร้างสมดุลตลาดส่งออกให้ไทย แนะ 4 ตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ เร่ง FTA สู้กฎเกมการค้าโลกยุคสิ่งแวดล้อม-ภูมิรัฐศาสตร์ ส.อ.ท.หนุนกลยุทธ์เปิดตลาดใหม่ เร่งเจรจา FTA

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยต้องรับมือความท้าทายด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งการลดพึ่งพาตลาดสหรัฐไม่ใช่การลดบทบาทสหรัฐ แต่เป็นการเพิ่มฐานตลาดอื่นขึ้นมาให้มากพอจนโครงสร้างการส่งออกไทยสมดุลกว่าเดิมโดยต้องกระจายตลาดและกระจายเส้นทางโลจิสติกส์ไม่ผูกขาดเส้นทางเดินเรือหรือภูมิภาคใดมากเกินไป

ทั้งนี้ ถ้าไทยต้องการลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐควรคิดเป็น “แพ็กคู่” คือ 1.กระจายตลาดไปกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพบริโภคระยะยาว 2.เร่งกรอบความร่วมมือทางการค้าที่ช่วยลดภาษีและอุปสรรคการค้า โดยกลุ่มประเทศที่ไทยควรเร่งเปิดตลาดมากขึ้นมองเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ 

1.กลุ่มตะวันออกกลาง กลุ่มตะวันออกกลาง-อ่าวอาหรับ (GCC) เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ โอมาน บาห์เรน เพราะกำลังลงทุน Food Security จริงจังทั้งการนำเข้าอาหารระยะยาว และการถือหุ้นในห่วงโซ่การผลิตอาหารของต่างประเทศ

สำหรับไทยมีจุดแข็ง คือ เป็นฐานผลิตอาหารฮาลาลและอาหารแปรรูปค่อนข้างครบวงจร โดยอนาคตอันใกล้ตลาด GCC ไม่ใช่ตลาดสำรอง แต่จะเป็นตลาดยุทธศาสตร์ที่ไทยควรให้ความสำคัญระดับใกล้เคียงสหรัฐและสหภาพยุโรป (EU)

2.กลุ่มเอเชียใต้ เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน ศรีลังกา ซึ่งมีประชากรมาก รายได้ต่อหัวและการบริโภคสินค้าอาหารแปรรูปเพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้า ready-to-eat / ready-to-cook, วัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร, ผลิตภัณฑ์จากธัญพืชและโปรตีนทางเลือก

โดยเฉพาะอินเดียกำลังเติบโตทั้งเศรษฐกิจและบทบาททางการเมืองโลก ซึ่งการมีสถานะเป็น “คู่ค้าอาหารที่เชื่อถือได้” ในเอเชียใต้จะลดการพึ่งพาตลาดตะวันได้ระยะยาว

3.จีน อาเซียนและ CLMV โดยแม้จีนจะเริ่มชะลอตัวบางมิติแต่สำหรับสินค้าอาหารยังเป็นตลาดที่ไทยต้องเลือก Segment มากกว่าถอยออกมา เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพและผู้สูงวัย, functional food, future food

ขณะเดียวกันอาเซียนและ CLMV มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยโลจิสติกส์ใกล้และการขยายฐานผู้บริโภคเมืองรองทำได้อีกมาก ซึ่งตลาดนี้อาจไม่ได้ทดแทนสหรัฐแบบ 1 ต่อ 1 แต่จะช่วยให้โครงสร้างตลาดส่งออกไทยไม่กระจุกตัว

4.แคนาดา แม้ไม่ใช่ตลาดใหญ่เท่าสหรัฐ แต่เป็นตลาด ‘เกรดพรีเมียม’ ที่กำลังมองหาคู่ค้าระยะยาวทดแทนความเสี่ยงจากการผูกกับสหรัฐที่มีมาตรการภาษีตึงตัวขึ้นในช่วงหลัง ซึ่งกดดันให้ภาคธุรกิจแคนาดาต้องกระจายตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าวัตถุดิบ เช่น ยุโรป เอเชียและอาเซียน

ทั้งนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือนางสาวปิง คิตนีกอน เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย โดยทั้ง 2 ฝ่าย คิดตรงกันว่าไทยยกระดับเป็น Food Security Hub ของแคนาดาได้ โดยไม่ใช่แค่คู่ค้าอาหารแต่รวมถึงการเป็นฐานผลิตอาหารและเกษตรแปรรูป

ขณะเดียวกันการที่ทั้งไทยและแคนาดาเร่งพิจารณาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-แคนาดา ควบคู่ FTA อาเซียน-แคนาดา ให้เสร็จในปี 2569 ซึ่งจะเป็น FTA ฉบับแรกของไทยกับประเทศอเมริกาเหนือ โดยเป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาก เพราะทำให้ผู้ประกอบการไทยอยู่ในฐานะ supply hub สำหรับตลาดพรีเมียมได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

5.ยุโรปตะวันออกและประเทศเกิดใหม่ เช่น ยุโรปตะวันออกหรือละตินอเมริกา ซึ่งต้องการสินค้าเฉพาะด้านไทยในปริมาณสูง แต่จะเป็นตลาดเสริม เช่น ผลไม้แปรรูปเขตร้อน, เครื่องดื่มฟังก์ชัน

นอกจากนี้ มีกรอบความร่วมมือใหม่ที่เกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานและภูมิรัฐศาสตร์ในยุคเศรษฐกิจผูกติดกับภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น เราเห็นกรอบอย่างเช่นความร่วมมือด้าน supply chain resilience, ความร่วมมือด้าน ดิจิทัลและข้อมูล traceability

นอกจากนี้ความร่วมมือแบบ G2G ด้าน Food Security โดยเฉพาะกลุ่มตะวันออกกลาง (GCC), ประเทศเอเชียใต้และประเทศที่มีนโยบายสร้างคลังอาหาร ซึ่งไทยใช้ข้อตกลงระยะยาวด้านการจัดหาอาหาร (long-term offtake agreements) การร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น คลังเย็น ท่าเรือโลจิสติกส์ โดยจะช่วยลดความผันผวนจากการเมืองและมาตรการทางการค้าระยะสั้นได้ระดับหนึ่ง

กลยุทธ์หลักเปิดตลาดใหม่-เร่งเจรจา FTA

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 60% ของ GDP ทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูงในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจเข้มงวดกับการนำเข้าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วง 9-10 เดือนแรกของปี 2568 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐถึง 1.2 ล้านล้านบาท แต่ขาดดุลจีนถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่าตลาดคู่ค้ารายใหญ่ทั้ง 2 มีอิทธิพลต่อสภาพเศรษฐกิจไทยมาก หากการเมืองโลกยังตึงเครียด ความเสี่ยงต่อการถูกกดดันก็จะยิ่งสูงขึ้น

นายเกรียงไกร กล่าวว่า ประเทศไทยจะต้องดำเนินกลยุทธ์เร่งด่วน 2 แนวทาง ได้แก่

1.เร่งเปิดตลาดใหม่ทั่วโลก โดยไทยจำเป็นต้องเข้าไปสร้างฐานการค้าในประเทศที่ยังไม่ใช่ตลาดหลัก อาศัยความได้เปรียบด้านคุณภาพสินค้าและภาพลักษณ์ความปลอดภัยเพื่อชิงช่องว่างตลาด โดยเฉพาะเมื่อหลายคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนามมี FTA ครอบคลุมกว่าไทย ทำให้กระจายตลาดและลดความเสี่ยงได้ดีกว่า

2.ลดการพึ่งพาตลาดหลักเพื่อลดแรงกดดันจากคู่ค้า การกระจายตลาดจะลดโอกาสที่ไทยถูกใช้มาตรการทางการเมืองหรือกฎระเบียบกดดันด้านการค้า

สำหรับตลาดใหม่ที่ควรเป็น “เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์” มีดังนี้

1.กลุ่มประเทศ GCC (ตะวันออกกลาง) เป็นสหภาพที่ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง ซึ่งได้แก่ บาห์เรน คูเวต โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตลาดกำลังซื้อสูงและกำลังเติบโต ต้องการสินค้าอาหาร คุณภาพดี และกำลังเปิดรับความร่วมมือจากเอเชียมากขึ้น

2.ทวีปแอฟริกา แม้กำลังซื้อไม่สูงเท่าตลาดอื่น แต่มีประชากรจำนวนมาก และมีช่องว่างการค้าขนาดใหญ่ ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น และไทยได้เปรียบด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือแม้ราคาจะสูงกว่าจีน

3.อเมริกาใต้และกลุ่ม BRICS เป็นกลุ่มประเทศที่มีพัฒนาทางเศรษฐกิจรวดเร็ว ประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ถือเป็นตลาดประชากรใหญ่ โ

นายเกรียงไกร กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือการเร่งรัดการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ยังค้าง โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ที่เพิ่งกลับมาเจรจาใหม่ โดย ส.อ.ท.หวังว่ารัฐบาลควรผลักดันให้เจรจาเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2569 เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยได้ประโยชน์จากต้นทุนลดลงและสามารถแข่งขันได้อย่างเท่าเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน