“หอการค้าภาคใต้ ”ชี้เศรษฐกิจฟื้น 2–3% ดันท่องเที่ยวโตแรง–จองที่พักพุ่ง 90% กังวล ยุบสภา กระทบเชื่อมั่นลงทุน ชม “เอกนิติ-ศุภจี” ตัวช่วยสำคัญ ดันเศรษฐกิจไทย พร้อมจี้รัฐเร่งมาตรการกระตุ้นก่อนยุบสภา
ในการสัมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 43 unlocking New Growth ศักยภาพใหม่แห่งการเติบโต ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จังหวัดสงขลา นายสลิล โตทับเที่ยง รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าวว่า กรณีที่รัฐบาลอาจจะยุบสภาก่อนกำหนดวันที่ 12 ธ.ค. 2568 ถือเป็นเรื่องการเมืองที่ต้องจับตาซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้ง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นด้านการลงทุน หากรัฐบาลมีเสถียรภาพ เชื่อมั่นว่าจะทำให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเป็นไปอย่างราบรื่น นักลงทุนกล้าตัดสินใจลงทุน
ทั้งนี้เห็นว่า หากรัฐบาลจะยุบสภาเร็วกว่าไทม์ไลน์เดิม ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลออกมาตรการต่างๆเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก่อนการยุบสภาเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น มาตรการกระตุ้นการจับจ่ายผ่านคนละครึ่งพลัสเฟสต่อไป และมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี
รวมทั้งเร่งพิจารณาโครงการลงทุนที่ค้างท่อต่างๆก่อนการยุบสภา โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานทางภาคใต้ เช่น การสร้างถนน การสร้างท่าเรือ หรือ การปรับปรุงสนามบิน เช่นโครงการสร้างอุโมงค์ทางลอดในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ถนนสี่ช่องจราจรตั้งแต่จังหวัดระนองถึงจังหวัดสตูล
รวมถึงถนนสายเอเชียจากชุมพรจนถึงหาดใหญ่ สงขลา และการพัฒนารถไฟรางคู่ในภาคใต้ เป็นต้น ซึ่งผ่านประเมินความประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม EIA หากโครงการใดเสร็จแล้วควรจะรีบเร่งดำเนินการโดยเร็ว ก่อนยุบสภา
“ยอมรับว่า ในรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมี 2 รัฐมนตรีที่ภาคเอกชนเชื่อมั่นว่าจะช่วยมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดีจากผลงานที่ผ่านมา นั่นคือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ”ประธานหอการค้าภาคใต้ กล่าว
นายสลิล กล่าวว่า อายุรัฐบาลจะอยู่สั้นหรือยาวไม่สำคัญเท่ากับผลงานที่ออกมาเป็นรูปธรรม ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่เอกชนอยากให้เข้ามาบริหารประเทศ คือ คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหารประเทศทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้เร็ว ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายที่บางรัฐบาลมองไม่เห็นความสำคัญของภาคเอกชน เช่นการปลดล็อคกฎระเบียบที่เป็นข้อจำกัดของภาคเอกชน เป็นต้น
ส่วนการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จาก 7% เป็น 8.5% ภายในปี 2571 มองว่าเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภคจึงแนะนำให้รัฐบาล ได้พิจารณาทบทวนอีกครั้ง เนื่องจากการหารายได้ของรัฐบาลมีหลากหลายช่องทางเช่นกันหาช่องโหว่การจัดเก็บภาษีอย่างไม่เต็มที่ให้กลับเข้ามาสู่ในระบบได้ซึ่งจะสามารถชดเชยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่จะปรับเพิ่มขึ้นในช่วงในช่วงที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง
นายสลิล กล่าวว่า สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้ ดีขึ้น 2-3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วโดยเฉพาะเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งกำลังเข้าสู่สภาวะปกติ และมีแนวโน้มดีกว่าปีที่แล้ว โดยมีนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นได้แก่ มาเลเซีย ยุโรป ตะวันออกกลาง อินเดีย ขณะที่ยอดนักท่องเที่ยวจีนลดลง คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวจะโตขึ้นในต้นปีหน้า
เมื่อดูจากตัวเลขการจองห้องพักในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่นภูเก็ต กระบี่ และ เกาะสมุย มีถึง 90% โดยมีการ Booking การจองเข้ามาตั้งแต่เดือนกันยายน จากปกติจะมียอดจองเข้ามาในเดือนพฤศจิกายน พร้อมเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเช่น โครงการท่องเที่ยวคนละครึ่ง มาตรการลดหย่อนภาษี ต่อจากเดือนพฤษภาคมปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงโลวซีซั่นจะทำให้ภาพรวมการท่องเที่ยวเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ส่วนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ผ่านมา นั้น บางมาตรการไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เช่นโครงการดิจิตอลวอลเล็ต
ขณะที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี คือ โครงการคนละครึ่งพลัส สามารถกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชน พบว่าในช่วงโครงการคนละครึ่งพลัส มีเงินสะพัดและกระจายตัวไปยังชุมชน จากเดิมที่ร้านค้าบางร้านกังวลเรื่องภาษีก็ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการได้อย่างง่ายดาย อย่างไรก็ตามขอฝากให้เพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่งพลัสจะทำให้การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหลังจากเฟสหนึ่งดำเนินการเสร็จสิ้น





