นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่าเมื่อเร็วๆนี้ในการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย ภายใต้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการติดตามประเด็นการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยแร่หายาก (Rare Earth) ระหว่างไทย-สหรัฐฯ
โดยพบข้อมูลสำคัญ คือจากการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่ออนุกรรมาธิการ พบว่า สหรัฐฯพึ่งแจ้งมายังกระทรวงการต่างประเทศก่อนมีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพียงหนึ่งสัปดาห์ว่า ในโอกาสที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐ มาร่วมประชุมอาเซียน และเป็นพยานในการลงนามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา หลังเซ็นข้อตกลงสันติภาพเสร็จ ประธานาธิบดีทรัมป์จะมีการเซ็นข้อตกลงอีกฉบับกับกัมพูชา ถ้าเซ็นแต่กับกัมพูชาอย่างเดียว ภาพอาจดูไม่ดี ถ้ามีอะไรเซ็นกับไทยด้วยกันก็ดี ภาพจะได้ดูสมบูรณ์ และนี่คือสาเหตุหนึ่งของ MOU ฉบับนี้
ทั้งนี้หลังสหรัฐฯ แจ้งว่าจะขอเซ็น MOU ฉบับนี้กับไทย ได้ส่งเนื้อหามายังกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศได้จัดประชุมโดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็น เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ
โดยหลังประชุม จึงมีการขอปรับแก้เนื้อหาเพื่อมั่นใจว่า MOU ฉบับนี้ จะไม่กระทบผลประโยชน์ของไทย ตัวอย่างเนื้อหาที่ปรับแก้ เช่น เติมคำว่า according to domestic laws เพื่อให้ ไม่ว่าแม้ MOU ฉบับนี้เนื้อหาอย่างไร แต่ฝ่ายสหรัฐอเมริกา ต้องปฏิบัติตามกฎหมายของไทย หรืออย่างกรณีที่แม้ใน MOU ระบุให้สิทธิอเมริกาก่อน แต่กฎหมายการให้ประทานบัตรของไทย ระบุใครมาขอก่อน ได้สิทธินั้นก่อน
มีการเน้นย้ำใน MOU ประเด็นการ "ถ่ายโอนเทคโนโลยี" (Technology Transfer) และการสร้าง Value Chain ภายในประเทศ แทนที่จะเป็นเพียงการส่งออกวัตถุดิบอย่างเดียว ส่วนนี้ไทยราก็ขอเพิ่มเข้าไป มีการระบุข้อความว่าไม่ผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ (Not Legally Binding Under International Law) สามารถยกเลิกได้
นอกจากนี้หน่วยงานรัฐพยายามปรับถ้อยคำให้รัดกุม เช่น ใช้คำว่า ”Participants Expect to have First Opportunity to Invest“ คือไม่ได้ระบุว่าต้องอย่าง “shall”แต่ใช้คำว่า “expect to”
ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ยืนยันต่อกรรมาธิการว่า MOU ฉบับนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศจริงๆ (Not Legally Binding Under International Law) การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากในไทยต้องเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศ (domestic laws) เท่านั้น
นายสิทธิพลกล่าวว่ากรรมาธิการสอบถามว่า ในการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศมีการพิจารณาหรือไม่ว่า ไม่เซ็นได้หรือไม่ ส่วนราชการชี้แจงว่า ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ตรวจสอบถ้อยคำ เนื้อความ เพื่อให้เนื้อหาที่จะเซ็นไม่ส่งผลเสียต่อประเทศ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจว่าจะเซ็นหรือไม่อยู่ที่ "ฝ่ายนโยบาย"
“ส่วนราชการเห็นว่า แร่หายากเป็นเรื่องสำคัญ เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าแห่งอนาคต การไม่เซ็นจะทำให้ไทยเสียโอกาส ขณะเดียวกันอเมริกาก็มีการเซ็นข้อตกลงแบบนี้กับหลายประเทศก่อนหน้าไทยแล้ว”
ทั้งนี้จากการชี้แจงของกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่า ประเทศไทยยังไม่พบแหล่งแร่หายากที่มีศักยภาพในเชิงพาณิชย์ โดยความเข้มข้นที่พบต่ำกว่าระดับที่คุ้มค่า พบเพียง 200–300 PPM เทียบกับระดับที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ประมาณ 1,500 PPM (Parts per million) โดยปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีมีการสำรวจพื้นที่เป้าหมายไปแล้วประมาณ 30%
ขณะที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเมืองแร่ให้ข้อมูลว่ายังไม่มีเอกชนรายใดมาขออนุญาตสำรวจหรือขอประทานบัตร ซึ่งก็อาจสะท้อนถึงความไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
นายสิทธิพล กล่าวต่อว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนการไม่มีแผนล่วงหน้าของประเทศเรื่องแร่หายาก พอมี MOU เรื่องนี้เข้ามา ก็ต้องประชุมอย่างเร่งด่วน ทั้งที่หลายหน่วยงานต่างให้ข้อมูล ในลักษณะที่ทราบว่าแร่หายากคือวัตถุดิบจำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมในอนาคต ไม่ว่าจะพลังงานสะอาดหรือเซมิคอนดักเตอร์ แต่ที่ผ่านมาเรากลับไม่เคยคิดจริงจัง ว่าจะจัดการหรือมีแนวทางเรื่องนี้อย่างไร กระทั่งมี MOU ฉบับนี้แล้ว ก็ไม่ได้คิดจริงจังว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อ
ดังนั้นประเด็นแร่หายาก จึงสมควรถูกยกมาพิจารณาอย่างจริงจัง ว่าเราจะมีแนวทางจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพราะนอกจากการชี้แจงของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องยังสะท้อนว่า ปัจจุบันเรื่องแร่หายากถูกมองหรือให้ความสำคัญในมิติทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือการทำเหมืองแร่เท่านั้น มิได้ถูกพิจารณาในเชิงปัจจัยทางเศรษฐกิจ หรือปัจจัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
โดยเรื่องนี้พิสูจน์ได้จากองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (กนร.) ซึ่งประเทศของเรามีคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งหลักๆ ประกอบด้วยหน่วยงานด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม หรือถ้าในส่วนอุตสาหกรรม ก็มิติวัตถุดิบต้นน้ำ เป็นหลัก เช่น การขออนุญาตทำเหมือง หากแต่ไม่มีหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าไปมีส่วนร่วม นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ที่ผ่านมาประเด็นแร่หายากหลุดออกจากการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจไป
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจจะติดตามประเด็นนี้ต่อไป แต่ในระยะสั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำมีอย่างน้อย 3 ข้อ คือ
1. ให้กรมทรัพยากรธรณี สำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันกรมทรัพยากรธรณีมีการของบประมาณในแต่ละปีเพื่อทำสิ่งนี้อยู่แล้ว รวมถึงมีแผนในการดำเนินการ มีพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพเพื่อรอการสำรวจ แต่ที่ผ่านมาได้งบประมาณปีหนึ่งไม่มากจึงทำได้ในพื้นที่จำกัด ปัจจุบันสำรวจได้เพียง 30% หากรัฐบาลเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญก็ควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม เพื่อให้การสำรวจแร่หายากในประเทศ ไม่ว่าจะสุดท้ายจะมีหรือไม่ ได้คำตอบที่ชัดเจน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบาย
2. ให้ความสำคัญกับการมียุทธศาสตร์เรื่องแร่หายาก ซึ่งการกำหนดยุทธศาสตร์นี้สัมพันธ์อย่างแยกไม่ออก กับการที่เราต้องตอบให้ได้ว่า จะมียุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ การกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย หรือการกำหนดตำแหน่งแห่งที่ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลกอย่างไร
3. ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ (กนร.) ต้องมีหัวโต๊ะที่เข้าใจเรื่องแร่หายาก เข้าใจความสำคัญของการกำหนดยุทธศาสตร์ ให้มีผู้แทนที่เกี่ยวข้องหรือชำนาญด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศ ที่เข้าใจเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลก เพราะองค์ประกอบของคณะกรรมการปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์การกำหนดยุทธศาสตร์เรื่องแร่หายากให้ประเทศไทย ซึ่งต้องมีการปรับปรุงต่อไป





