วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ฝ่าวิกฤติ ‘โตช้าเรื้อรัง’ สู่โมเดลพัฒนาใหม่?

ฝ่าวิกฤติ ‘โตช้าเรื้อรัง’ สู่โมเดลพัฒนาใหม่?

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะที่ร้ายแรงยิ่งกว่าแค่การชะลอตัว แต่เป็นการ “โตช้าเรื้อรัง” ที่ดำเนินมานานกว่า 30 ปี สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในสภาวะ “ติดหล่ม” หรืออาจกำลัง “ดิ่งเหว” หากไม่เร่งแก้ไข ความรุนแรงของปัญหาจะยิ่งหนักขึ้น ...

    นี่คือคำเตือนจากเวทีสัมมนาประจำปีของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(TDRI) ซึ่งผู้ร่วมสัมมนามีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า ถ้าเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำเตี้ยเพียงแค่ 2% จะส่งผลกระทบถาวรต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2073 รายได้ต่อหัวของชาวเวียดนามอาจสูงกว่าไทย ทำให้เป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ไทยจะขึ้นเป็นประเทศรายได้สูงในปี 2036 แทบเป็นไปไม่ได้เลย

    วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีรากฐานจากหลายปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งประเทศ โดยเฉพาะการพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิม ควบคู่ไปกับปัญหาเชิงสถาบันที่สะสมมานาน ตัวชี้วัดที่แสดงความชะงักงันอย่างชัดเจน ได้แก่ ความสามารถในการแข่งขันโดยรวมที่ลดลง คุณภาพการศึกษาต่ำ ผลิตภาพภาคเกษตรที่ด้อยลง ตลอดจนประสิทธิภาพของระบบราชการ ทางรอดเดียวของประเทศไทยคือการ “ก้าวข้ามโมเดลเก่า” และหยุดมุ่งเน้นการเร่งเครื่องยนต์ฝั่ง “การใช้จ่าย” ต้องหันมาเน้นปฏิรูป “ภาคการผลิต” อย่างจริงจัง เป้าหมายสำคัญของการปฏิรูปคือการสร้าง “งานดี” ที่ให้รายได้เพียงพอ มีสวัสดิการ และความก้าวหน้า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ประเทศเติบโตได้อย่างยั่งยืน

    ในการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลการผลิตใหม่ TDRI ได้เสนอ 4 แนวทางหลักที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.ปฏิวัติภาคเกษตรไปสู่เกษตรพรีเมียมและเกษตรมูลค่าสูง 2.ยกระดับบริการโดยใช้จุดแข็งของร้านอาหารและการท่องเที่ยวไทย 3.ผลักดันบริการสมัยใหม่ เช่น การออกแบบชิป หรือ Creative Economy และ 4.ดึงอุตสาหกรรมถ่ายทำภาพยนตร์และซีรีส์ มาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลกำลังเร่งแสดงสัญญาณวินัยการคลังที่ชัดเจน
    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่า รัฐบาลเตรียมนำเสนอ Medium Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่ เพื่อกำหนดกรอบวินัยที่เข้มงวดกว่าเดิม และมีเป้าหมายลดการขาดดุลจาก 4.4% สู่ระดับ 3% ภายในปี 2572 พร้อมทั้งใช้เครื่องมือใหม่คือ Infrastructure Fund สำหรับการลงทุนในพลังงานสะอาด (เช่น Solar Farm) โดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีการเร่งปลดล็อกโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของ BOI ที่ค้างอยู่มูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท และเตรียมออกแพ็กเกจปฏิรูป SME ครั้งสำคัญ เพื่อให้เข้าสู่ Supply Chain ได้จริง
    ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือ “เวลา” รัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน ในการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ หากไทยไม่สามารถเริ่มสร้าง Foundation เพื่อก้าวสู่โมเดลใหม่นี้ได้ โอกาสที่จะหลุดออกจากภาวะติดหล่มและป้องกันการดิ่งเหวก็จะยากขึ้น การแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ต้องการการมองหานวัตกรรมและเครื่องมือใหม่ รวมถึงระบบแรงจูงใจใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือต้องร่วมกันสร้าง เจตจำนงทางการเมืองให้เกิดขึ้น เพื่ออาศัยพลังการประสานงานของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันกับความรุนแรงของวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไทยกำลังเผชิญอยู่