แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่าในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ย.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยจะเป็นประธานการประชุมจัดทำกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สำนักงบประมาณ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทำเนียบรัฐบาล
โดยกรอบงบประมาณรายจ่ายปี 2570 นั้นเป็นตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (18 พ.ย.) เห็นชอบแล้ว โดยมีวงเงินงบประมาณรายจ่ายอยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปี 2569 0.2% โดยเป็นงบประมาณขาดดุล 7.88 แสนล้านบาท ประมาณการจัดเก็บรายได้ภาครัฐอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ทั้งนี้มีระดับหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นปีงบประมาณ 13.79 ล้านล้านบาท คิดเป็น 69.36% ต่อจีดีพี
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่าที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบกรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) โดยแผนนี้ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในรากฐานของนโยบาย Quick Big Win ซึ่งเน้นที่การเสริมสร้างความมั่นคงทางการคลัง
ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการคลัง ประกอบด้วย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สศช. สำนักงบประมาณ และ ธปท ได้ตกลงกันใน 3 เรื่องหลักเพื่อกำหนดกฎการคลังให้เข้มงวดขึ้น เช่น การจัดทำงบกลางฯ กำหนดให้ตั้งงบกลางได้ ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายจากเดิมที่ให้กรอบค่อนข้างกว้าง
ส่วนงบประมาณในการใช้หนี้กำหนดให้ตั้งงบใช้หนี้ ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่าย ขณะที่งบประมาณผูกพันแต่ละปีงบประมาณตั้งไว้ให้ได้สูงสุด ไม่เกิน 5% ส่วนประเด็นการใช้นโยบายทางการคลังจากมาตรการที่เป็นนโยบายกึ่งการคลัง (มาตรา 28) ในแผนการคลังระยะปานกลางนี้รัฐบาลต้องการตอบข้อห่วงใยเกี่ยวกับการใช้มาตรา 28 ของ พ.ร.บ. วินัยการคลัง
ดังนั้น รัฐบาลจะทำกระบวนการภายในให้ชัดเจน จากที่เดิมต่างคนต่างขอและไม่มีระบบ วันนี้ ครม. จึงมอบให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณและปลัดกระทรวงการคลัง ไปหารือเพื่อกำหนดรายละเอียดแนวทางให้ชัดเจนต่อไป
“ในเรื่องนี้จะมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากกฎเดิมที่กำหนดว่าปีหนึ่งไม่ให้เกิน 32% ของงบประมาณรายจ่ายประจำ และนายกฯ จะเป็นผู้อนุมัติคนสุดท้ายก่อนนำเข้า ครม. เป็นต้น โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการใช้งบที่ไม่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรฯ” นายเอกนิติ กล่าว
เมื่อถามว่าเป้าหมายในการทำงบประมาณสมดุล และลดการขาดดุลจะเป็นอย่างไร นายเอกนิติ ระบุว่าการจัดทำงบสมดุล/การขาดดุล: ตั้งเป้าหมายที่จะดึงให้การขาดดุล ไม่เกิน 3% ของ GDP ภายในปี 2572 ซึ่งลดลงอย่างมากจากปีก่อนที่การขาดดุลเพิ่มถึง 4.4% ส่วนระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีนั้นยืนยันว่าจะไม่เกินกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ไม่ให้เกิน 70% ของจีดีพี
นอกจากนั้นในส่วนของการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่าย นายเอกนิติระบุว่า ครม. มอบให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณไปจัดทำโครงสร้างทั้งการเพิ่มรายได้และการลดรายจ่าย โดยมีเป้าหมายรายได้รวมในแผนฯ เพิ่มรายได้ให้ไม่ต่ำกว่า 15.1% ของจีดีพี (ปัจจุบันอยู่ที่ 14.8%) ขณะที่รายจ่ายรัฐบาลมีแผนในการที่จะลดรายจ่ายให้อยู่ที่ประมาณ 18% จากปัจจุบันอยู่ที่ 19% กว่า
อย่างไรก็ตามในส่วนของการลงทุนรัฐบาลยังให้ความสำคัญต่อเนื่อง โดยกลยุทธ์การลงทุนที่ไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะแม้ว่างบประมาณส่วนกลางจะลดลง แต่รัฐบาลจะใช้เงินผ่านช่องทางอื่นเพื่อเพิ่มงบลงทุนให้กับประเทศโดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ ได้แก่ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตแห่งประเทศไทย (Thailand Future Fund)กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และการร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน (Public Private Partnership หรือ PVP)





