วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

กกร. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการล้างคอร์รัปชัน  เปิดแผน Quick Impact 6 ด้านต้านทุจริต

กกร. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการล้างคอร์รัปชัน  เปิดแผน Quick Impact 6 ด้านต้านทุจริต

 กกร. ตั้งคณะทำงาน “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” เดินหน้าปราบคอร์รัปชันเชิงระบบ  เปิดแผน Quick Impact  มี 6 ด้าน 6 เดือน สลายสินบน–ทุนเทา–ฮั้วประมูล เผยผลผลสำรวจ Thai CSI ชี้คอร์รัปชันรุนแรงขึ้น–สังคมไม่ทน ชูเอกชน–ภาครัฐ–ภาคประชาชนร่วมผลักดันประเทศสู่ความโปร่งใส ยกระดับศักยภาพการแข่งขันของไทย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า จากที่ประชุม กกร. เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “คณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเพื่อน ไม่ทน” เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอรัฐบาลอย่างเป็นระบบ มุ่งหวังให้มาตรการต่อต้านคอร์รัปชันสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ฟื้นฟูความเชื่อมั่นนักลงทุน และสร้างระบบเศรษฐกิจ–การเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และแข่งขันได้

คณะทำงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนแนวคิด Reinvent Thailand โดยเริ่มจากการแก้ปัญหาคอร์รัปชันซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อประสิทธิภาพภาครัฐและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ

ทั้งนี้ยังมีความร่วมมือจากองค์กรหลักด้านต่อต้านคอร์รัปชัน ได้แก่ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแห่งประเทศไทย (ACT), แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC), สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) รวมถึงสถาบันวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ TDRI ในการออกแบบนโยบาย กลไก และระบบตรวจสอบที่โปร่งใส พร้อมกำหนด Action Plan ขับเคลื่อนร่วมกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ

การดำเนินงานยังขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานป้องกันการทุจริต เช่น ป.ป.ช., ป.ป.ท., หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนเครือข่ายสนับสนุนภาคเอกชน อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สภาผู้ส่งออก สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สภาธุรกิจตลาดทุนไทย และสมาคมภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ความเคลื่อนไหวโครงการ

กกร. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการล้างคอร์รัปชัน  เปิดแผน Quick Impact 6 ด้านต้านทุจริต

ดร.พจน์ กล่าวว่า สำหรับ แผน Quick Impact มี 6 ด้านเพื่อทำให้การคอร์รัปชันหายไปจากสังคมไทย ประกอบด้วย

1.การปลูกฝังจิตสำนึก  รณรงค์ สนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน “เลือกตั้งสุจริต ไม่เลือกคนมีประวัติคดโกง และปฏิเสธคนซื้อเสียง"  กระตุ้นการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ในการประกาศเจตนารมณ์เอกชนฮั้วไม่จ่ายใต้โต๊ะ เน้นให้ธุรกิจเติบโตด้วย ความรับผิดชอบต่อลูกค้า สิ่งแวดล้อม และสังคม (ราย Sector)

รวมถึงจัดเวทีให้ความรู้แก่สังคม เรื่อง “หยุดสแกมเมอร์ – ทุนเทา ก่อนชาติล่มจม” และ เรื่อง “ผลกระทบและแนวทางการต่อต้านบัญชีม้าและนอมินีทุนเทา” เพื่อสรุปปัญหาและประกาศแนวทางกำจัดและป้องกันการใช้นอมินี (รวบข้อมูลให้ภาคธุรกิจในพื้นที่รายงานธุรกิจทุนเทา)

2.นโยบายต่อต้านการทุจริตในองค์กร รณรงค์ให้สมาชิกภาคธุรกิจเข้าร่วม แนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) เพื่อกำหนดนโยบาย ระบบควบคุมภายใน และแนวปฏิบัติในการปฏิเสธรับและจ่ายสินบน

รวมถึงคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และพัฒนาระบบงานให้ได้มาตรฐานรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น กระตุ้นให้ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน” เร่งดำเนินการตามข้อเสนอโครงการ Regulatory Guillotines และผลักดัน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวก ประกาศสิ่งที่รัฐบาลต้องทำเพื่อให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD ได้สำเร็จ

สนับสนุนการเข้าร่วม OECD และ Open Government  Partnership (OGP)  เพื่อนำเสนอในการประชุม World Bank & IMF, ผลักดันพระราชบัญญัติยกระดับการบริหารภาครัฐให้ทันสมัย

 

3.ระบบบริหารความเสี่ยง  สำรวจและนำเสนอผล “ธุรกิจไทยยังถูกเรียกรับสินบนการอนุญาต  ประกาศ “10 สินบน ที่ไม่ยอมทนอีกต่อไป” เพื่ออัพเดท และสื่อสารปัญหาสินบน ใบอนุญาตต่างๆ พร้อมหาแนวทางใบอนุญาตโปร่งใส (โดยจะมีแบบสอบถามขอความร่วมมือไปยังภาคีเครือข่ายของ กกร. เรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน) ติดตามและนำเสนอผลการสำรวจดัชนี CSI, CPI เพื่อประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง

4.การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ผลักดันการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐานสากล ที่จำเป็นต่อการต่อต้านคอร์รัปชัน (25 ชุดข้อมูลตาม Open Data Charter)

5.เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส ร่วมกันใช้ฐานข้อมูล ACT Ai ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อตรวจสอบทุจริตในกรณีต่างๆ

6.แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล รณรงค์  “เรียกรับ...เราร้อง” ชวนคนไทย ข้าราชการ รวมถึงนักธุรกิจไทยและต่างชาติ แจ้งเบาะแสคอร์รัปชัน หรือร้องเรียนเมื่อถูกเรียกสินบน ผ่านแชต “ฟ้องโกงทันใจ” Corruption Watch ให้ทุกคนมั่นใจ ไม่โดนกลั่นแกล้ง ฟ้องปิดปาก

ดร.พจน์ กล่าวว่า  “Zero Corruption: กกร. และเพื่อนไม่ทน” ไม่ใช่แคมเปญ แต่คือการปฏิรูปประเทศ โดยภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และภาควิชาการจับมือกันปลดล็อกห่วงโซ่คอร์รัปชันอย่างถาวร เพื่อสร้าง “สนามแข่งขันที่เท่าเทียม” และระบบเศรษฐกิจไทยที่โปร่งใส น่าเชื่อถือ และยั่งยืน

วันนี้ประเทศไทยกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญ ระหว่างการแข่งขันที่โปร่งใสกับการเติบโตบนความเสี่ยง เราต้องลุกขึ้นเปลี่ยนวิธีคิดทั้งสังคม จากการมองว่าคอร์รัปชันเป็นเรื่องของใครบางคน มาเป็นภารกิจร่วมของทุกคน เพื่อให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“ตัวเลขความเสียหายจากการคอร์รัปชั่นตอบไม่ได้เพราะเป็นเรื่องลับของผู้ให้และผู้รับ แต่หากมองเรื่องจีดีพีไทยจะพบว่า เราโตต่ำเพียง 2 % แทนที่จะโต 3-4 % ตัวเลขที่หายไปคือความเสียหายจากการคอร์รัปชั่น  “ดร.พจน์ กล่าว

กกร. ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย เปิดปฏิบัติการล้างคอร์รัปชัน  เปิดแผน Quick Impact 6 ด้านต้านทุจริต

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ “ต้องผลิตความโปร่งใส” ควบคู่ไปกับสินค้า เพราะคอร์รัปชันคือ “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ที่บั่นทอนการลงทุน เทคโนโลยี และศักยภาพการเติบโตของประเทศ พร้อมย้ำว่าการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตที่ได้รับความเชื่อมั่นจากโลก

“ปัญหาคอร์รัปชั่น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ปัญหาเศรษฐกิจแต่เป็นปัญหาของสังคมด้วย ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ไทยควรมีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี 4 % แต่กลับเหลือเพียง 2 % นั่นหมายความว่า 2 %ที่หายไปคือการคอร์รัปชั่น ไม่เพียงแค่จีดีพี แต่ความเสียหายที่นับไม่ได้คือ ความเชื่อมั่น ที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ติดอันดับต้นๆของการคอร์รัปชั่น  และไร้ความน่าเชื่อถือ  ซึ่งถือเป็นต้นทุนของประเทศ

ด้านนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวระว่า ไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง การแข่งขันที่ถดถอย และกฎระเบียบภาครัฐล้าหลังกว่า 1 แสนฉบับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคอร์รัปชัน จึงจำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลโปร่งใสสอดคล้องแนวทาง Reinvent Thailand และ Quick Big Win เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของไทยในเวทีระหว่างประเทศ รวมถึงเตรียมความพร้อมสู่การเข้าร่วม OECD

รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กล่าวว่า โครงสร้างการทำงานของคณะทำงาน Zero Corruption จะเดินหน้าใน 6 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.การปลูกฝังจิตสำนึก ให้คนไทยยึดประโยชน์ส่วนรวม 2.นโยบายต่อต้านการทุจริตในองค์กร ผลักดันระบบกำกับดูแล โปร่งใส ตรวจสอบได้

3.ระบบบริหารความเสี่ยง  โดยประเมินความเสี่ยงคอร์รัปชัน พร้อมมาตรการตรวจสอบ 4.เปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ตามมาตรฐาน Open Data 5.เทคโนโลยีโปร่งใส ใช้ Big Data–AI ตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติและ6.คุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล ผ่านระบบร้องเรียนที่ปลอดภัย เช่น “ฟ้องโกงทันใจ”

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย  อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจ เปิดเผย“ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (Thai CSI)” เดือนมิ.ย. พบว่าดัชนีรวม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 36 จาก 37 ในเดือนธ.ค.  2567 สะท้อนว่า สถานการณ์คอร์รัปชันไทยในภาพรวมแย่ลง

โดยดัชนีย่อยทั้งด้าน "ปัญหาและความรุนแรง" "การป้องกัน" และ "การปราบปราม" ล้วนลดลงทั้งหมด และ87% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่าปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบัน "รุนแรงขึ้น"แต่มีสัญญาณเชิงบวกคือ "ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริต (Tolerance of corruption)" ที่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.92 (ในระดับ 0-10 โดย 0 หมายถึง เกลียดการทุจริตที่สุด) สะท้อนว่าสังคมไทยไม่ยอมรับและไม่ทนต่อปัญหานี้อย่างชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่สุดของการคอร์รัปชั่น คือ "ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย" (13.5%)"กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส" (11.6%) และ "ผลประโยชน์ทางการเมือง" (11.3%) โดยรูปแบบการทุจริตที่พบบ่อยที่สุดคือ "การไม่เปิดเผยข้อมูล หรือเปิดเผยข้อมูลไม่ครบถ้วน" (13.7%) “การเอื้อประโยชน์แก่ญาติ/พรรคพวก (Nepotism & cronyism)” (12.3%) และ "การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก" (10.9%)

สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการมากที่สุด คือ "การตรวจสอบการทุจริตของนักการเมือง" (11.5%) และ “สนับสนุนให้เครือข่าย/ภาคธุรกิจ/ภาคประชาชนในการตรวจสอบ” (11.5%) ขณะที่กลยุทธ์สำคัญที่รัฐควรให้ความสำคัญอันดับแรก คือ "การสร้างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส ตรวจสอบได้โดยบุคคลภายนอก" (22.9%) และ "การวางนโยบายเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการแข่งขันอย่างโปร่งใสและเท่าเทียม" (22.1%)